BYD สนามแข่งเจิ้งโจว เปิดประตูต้อนรับสื่อมวลชนในทริปพิเศษ ณ สนามแข่งรถแห่งใหม่ในเจิ้งโจวที่เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 โดยภายในสนามแบ่งออกเป็น 7 ฉากประสบการณ์ ได้แก่ แทร็กแข่งรถ พื้นเสมือนน้ำแข็ง วงแหวนแรงเสียดทานต่ำ พื้นที่สเลเลม ออฟโรด ลุยน้ำ และเนินทราย โดยจุดเด่นที่รอคอยมากที่สุดคือการลงแทร็กจริงด้วย Yangwang U9 การพิชิตเนินกับ Denza B5 และการซิ่งบนเนินทรายด้วย BYD U8


สนามแข่งรถเจิ้งโจวในมณฑลเหอหนานแห่งนี้ถือเป็นสนามแข่งแห่งที่ 2 ของ BYD ต่อจากสนามแรกในเมืองเหอเฟย มณฑลอานฮุย ส่วนสนามแห่งที่ 3 ในเมืองเส้าซิง มณฑลเจ้อเจียง อยู่ระหว่างการก่อสร้าง สนามเจิ้งโจวมีพื้นที่รวมกว่า 150,000 ตร.ม. ซึ่งเทียบได้กับสนามฟุตบอลมาตรฐาน 21 สนาม หรือประมาณ 1 ใน 8 ของดิสนีย์แลนด์ ภายในประกอบด้วยแทร็กแข่งความยาว 1,758 เมตร พร้อม 9 โค้งและทางตรงยาว 550 เมตร, วงแหวนแรงเสียดทานต่ำปูด้วยหินบะซอลต์กว่า 30,000 ก้อน, พื้นที่มัลติฟังก์ชันขนาด 15,300 ตร.ม. สำหรับทดสอบสมรรถนะรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงสนามออฟโรด 27 รายการที่มีทางลาดชันสูงสุดถึง 42 องศา, สระน้ำยาว 70 เมตร กว้าง 15 เมตร และเนินทรายสถิติโลก 2 รายการจากกินเนสส์บุ๊ก



แม้จะเรียกว่าสนามแข่งรถ แต่สถานที่แห่งนี้ยังเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมทดลองขับในราคาตั้งแต่ประมาณ 2,800 บาท ถึง 31,000 บาท (ขึ้นอยู่กับฉากที่เลือกและรุ่นรถ) โดยแพ็กเกจสูงสุดรวมบริการรับส่งในเมืองเจิ้งโจวและที่พักโรงแรม 1 คืน



วงแหวนแรงเสียดทานต่ำ
ในการทดสอบทั้ง 7 ฉากครั้งนี้ มี 3 ฉากที่ไม่ได้ลงมือขับจริง ฉากแรกคือสระน้ำ เนื่องจากอุณหภูมิในตอนเช้าอยู่ที่เพียง 2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ผิวน้ำกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งบาง ๆ ฉากที่สองคือวงแหวนแรงเสียดทานต่ำ ซึ่งฝ่ายผู้ผลิตจัดให้ Denza Z9 GT 2 คันทำการสาธิต โดยรถทั้งสองแสดงท่าสไลด์ดริฟต์บนพื้นวงแหวนที่ปูด้วยหินบะซอลต์ จากนั้นวิ่งวนบนพื้นแห้งรอบนอก แม้ไม่ได้ขับเองในฉากนี้ แต่ฉากถัดไปอย่างพื้นเสมือนน้ำแข็งชดเชยความสนุกได้อย่างเต็มที่




พื้นเสมือนน้ำแข็ง
พื้น “เสมือนน้ำแข็ง” ในฉากนี้สร้างขึ้นโดยการพ่นน้ำลงบนผิวถนนอย่างต่อเนื่อง แต่จุดที่น่าตื่นเต้นกว่านั้นคือแผ่นดันซ่อนอยู่ใต้พื้น เมื่อรถเข้าสู่โซนที่กำหนด แผ่นดันจะดีดล้อหลังให้เฉไปทางซ้ายหรือขวาอย่างกะทันหัน จำลองอาการรถหมุนสูญเสียการควบคุม เพื่อทดสอบปฏิกิริยาของผู้ขับ ในรอบแรก 2 ครั้งที่เปิด ESC ไว้และรักษาความเร็วที่ 45 กม./ชม. พบว่าเพียงหักพวงมาลัยสวนทางเล็กน้อย ระบบ ESC ก็ช่วยแก้ไขสถานการณ์ได้ทันที แม้แต่ผู้ขับมือใหม่ก็รับมือได้ไม่ยาก แต่เมื่อเพิ่มความเร็วเป็น 50 กม./ชม. ท้ายรถส่ายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต้องการทั้งความเร็วและมุมหักพวงมาลัยที่มากกว่าเดิม ส่วนการทดลองปิด ESC ผลคือรถหมุนออกนอกโซนเปียก แต่ผู้ฝึกสอนที่นั่งอยู่ด้วยบอกว่าการควบคุมดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในรอบที่สอง บทเรียนสำคัญที่ได้คือไม่ควรปิด ESC ตามอำเภอใจ และแม้จะมี ESC ช่วย หากความเร็วสูงเกินไปก็ยังเป็นอันตรายได้เช่นกัน




พื้นที่สเลเลมมัลติฟังก์ชัน
พื้นที่ขนาด 15,300 ตร.ม. แห่งนี้ถูกออกแบบมาสำหรับการทดสอบกิมคานา อาทิ moose test และ slalom โดยวางกรวยสีส้มเป็นเส้นทางให้ผู้ขับฝึกการตอบสนองในการหลบสิ่งกีดขวาง เน้นความแม่นยำมากกว่าความเร็ว รถที่ใช้ทดสอบในฉากนี้มี 2 รุ่น ได้แก่ BYD Seal 06 DM-i แบบสเตชันแว็กอน และ Seal 6 แบบซีดาน โดยเลือกขึ้นสเตชันแว็กอนตามความชอบส่วนตัว แม้ว่ารถยาวเกือบ 4.9 เมตรและหนักถึง 1.8 ตัน (ซึ่งถือว่าเบามากสำหรับรถ EV ในยุคนี้) แต่การตอบสนองของหัวรถและท้ายรถทำให้การวิ่งซิกแซกในทางโค้งต่อเนื่องทำได้คล่องตัวกว่าที่คาด




โซนออฟโรด
โซนออฟโรดของ BYD สนามแข่งเจิ้งโจวถือเป็นสนามออฟโรดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศจีนขณะนี้ ประกอบด้วย 27 รายการ ทั้งพื้นลูกระนาดซ้ายขวา แผ่นกระดก ร่องโค้ง U และทางลาดชันหลายระดับ โดยทางลาดชันสูงสุดอยู่ที่ 42 องศา รถที่ใช้ในโซนนี้คือ Denza B5 ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ PHEV ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร เทอร์โบ รวมพลังงานกับมอเตอร์ไฟฟ้าได้ถึง 400 กิโลวัตต์ (ประมาณ 544 แรงม้า) และแรงบิดรวม 760 Nm ระหว่างทดสอบในโซนออฟโรด รถวิ่งด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนตลอดเส้นทาง แม้จะเผชิญทางลาดชัน 42 องศา ก็เพียงเปิดโหมด “Brutal” ระบบจะล็อกเฟืองท้ายด้านหนึ่งพร้อมสั่งเครื่องยนต์ช่วยออกแรงเสริม B5 ก็ไต่ขึ้นทางลาดได้อย่างราบรื่น




ผู้ฝึกสอนที่ร่วมทดสอบเล่าว่ายุคก่อนนั้นการขับรถออฟโรดต้องอาศัยทักษะและแรงงานสูงมาก เพราะไม่มีระบบช่วยเหลือใด แต่ B5 รุ่นใหม่เปลี่ยนภาพนั้นไปสิ้นเชิง เพียงแค่เปิดโหมดออฟโรดที่เหมาะสม แม้แต่ผู้ขับมือใหม่ก็สามารถรับมือกับทุกสภาพเส้นทางได้ นอกจากนี้ยังมีโหมด “คลาน” ที่ให้รถควบคุมความเร็วอัตโนมัติขึ้น-ลงทางลาด โดยผู้ขับไม่ต้องแตะคันเร่งหรือเบรกเลย ต้องดูแลเพียงพวงมาลัยเท่านั้น ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่ารถ PHEV ยุคใหม่ได้ทำให้การขับออฟโรดกลายเป็นเรื่องสนุกสนานสำหรับทุกคน




แทร็กแข่งรถ กับ Yangwang U9
หากต้องจัดอันดับฉากที่ตื่นเต้นที่สุดในการทดสอบครั้งนี้ คำตอบคือแทร็กแข่งอย่างไม่ต้องสงสัย แทร็กเจิ้งโจวความยาว 1,785 เมตร มีทางตรงยาว 550 เมตรและ 9 โค้ง แม้จะสั้นกว่าแทร็กเหอเฟยที่ยาว 2,056 เมตร แต่ก็เกินพอสำหรับการทดสอบ โดยเฉพาะเมื่อรถที่ใช้คือ Yangwang U9 ซุปเปอร์คาร์ไฟฟ้าจาก BYD กำลัง 1,306 แรงม้า แรงบิด 1,680 Nm และอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 2.36 วินาที


เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาและจำนวนผู้ร่วมทดสอบ แต่ละคนได้รับเพียง 2 รอบเท่านั้น ประตูรูปแบบ “Gullwing” ของ U9 บวกกับตัวถังที่เตี้ยมากทำให้ต้องใช้เวลาพักหนึ่งกว่าจะนั่งเข้าไปในห้องโดยสารได้ รอบแรกเป็นการนำทางโดยผู้ฝึกสอนช้า ๆ เพื่อทำความเข้าใจทุกโค้ง โดยเฉพาะ T1 และโค้ง Hairpin T3 กับ T4 ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ สิ่งที่ต้องปรับตัวคือจานเบรกเซรามิกคาร์บอนมาตรฐานที่ไวมากเพียงแตะเบาก็หยุดรถได้ทันที ส่วนรอบที่สองเมื่อคุ้นทางแล้ว ทางตรงก็ทะยานไปถึง 200 กม./ชม. โดยที่รถยังคงมั่นคง เก้าอี้ยังมีระบบพองลมหนุนเอวเข้าหาตัวทุกครั้งที่เข้าโค้ง รู้สึกได้ว่า U9 ไม่ได้สร้างมาเพื่อให้หมุน แต่เพื่อยึดเกาะถนนอย่างแน่วแน่







เนินทราย
เนินทรายในสนามนี้ถือสถิติโลกกินเนสส์ 2 รายการ สร้างจากทรายสีเหลืองกว่า 6,000 ตัน มีความสูง 29.6 เมตรและมุมเอียง 28 องศา แม้ในทริปนี้จะได้เพียงชมจากด้านนอก แต่ภาพ BYD U8 พุ่งขึ้นสู่ยอดเนินด้วยความเร็วสูงแล้วดิ่งลงมาก็สร้างความตื่นตะลึงได้ไม่น้อย ทั้งหมดดูเหมือนทำได้อย่างง่ายดาย แม้ผลพลอยได้ที่ไม่คาดคิดจากการยืนชมอยู่ด้านข้างคือมีเม็ดทรายละเอียดปลิวเข้ามาในปากพอสมควร




โบนัสพิเศษ: ดีสเปซ (迪空間) พิพิธภัณฑ์รถยนต์พลังงานใหม่แห่งแรกของจีน
นอกจากสนามแข่งรถแล้ว การเดินทางครั้งนี้ยังได้แวะชม “ดีสเปซ” (迪空間) พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์รถยนต์พลังงานใหม่แห่งแรกของจีน ที่เปิดตัวในปี 2567 มีพื้นที่รวม 15,000 ตร.ม. สูง 4 ชั้น ภายในแบ่งเป็นโซนจัดแสดงหลายส่วน ครอบคลุมแบรนด์ในเครือทั้งหมดของ BYD ได้แก่ BYD, Denza, Yangwang และ Fang Cheng Bao ชั้น 1 นำเสนอวิวัฒนาการของรถยนต์พลังงานใหม่ในจีน ชั้น 2 เน้นความงามด้านการออกแบบและวิศวกรรม ชั้น 3 เป็นโซนเทคโนโลยีหลัก อาทิ แบตเตอรี่ Blade, ระบบ e4WD, ระบบกันสะเทือนอัจฉริยะ Yunche และเทคโนโลยี DM รุ่นที่ 5 รวมถึงห้องทดลองพิเศษด้านเสียง กลิ่น และพลังงาน สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าเชิงลึก ที่นี่ถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่น่าสนใจมากที่สุดแห่งหนึ่งในจีน








แล้วถ้าจะตั้งคำถามว่า BYD กำลังพยายามพิสูจน์อะไรด้วยการลงทุนสร้างสนามแข่งระดับนี้ คำตอบอาจไม่ใช่แค่การโชว์สมรรถนะรถ แต่คือการเปลี่ยนนิยาม “ยนตรกรรมไฟฟ้า” ในสายตาคนทั้งโลกว่ามันสนุกได้ไม่แพ้ใคร แล้วคุณยังคิดว่า EV ไม่ใช่รถสำหรับคนที่รักการขับขี่จริง ๆ อยู่อีกหรือ?
