ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ที่จัดร่วมโดยสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก วันเดียวกันมีสองเกมนัดตัดสินรอบ 8 ทีมสุดท้ายขึ้นพร้อมกัน โดยอังกฤษและอาร์เจนตินาต่างชนะคู่แข่งที่ไมอามีและแคนซัสซิตี้ตามลำดับ ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศที่จะพบกันเพื่อชิงตั๋วสู่รอบชิงชนะเลิศ

ในแมตช์ที่สนามไมอามี ทั้งสองทีมก่อนเกมร่วมกันยืนสงบนิ่งไว้อาลัยให้กับกองกลางทีมชาติแอฟริกาใต้ เจย์ด แอดัมส์ (Jayed Adams) ที่เพิ่งจากไป ก่อนเกมจะเริ่มขึ้น อังกฤษกับนอร์เวย์เปิดฉากเกมที่พลิกผันตลอดทั้งแมตช์ นอร์เวย์ได้ประตูขึ้นนำก่อนจากปีกแอนเดรียส เชลเดอรูป (Andreas Schjelderup) นาทีที่ 36 ซึ่งขึ้นโขกต่อจากลูกครอสและบอลพุ่งชนเสาในแล้วเด้งเข้าประตู อย่างไรก็ตาม ช่วงทดเวลาครึ่งแรก จูด เบลลิงแฮม (Jude Bellingham) รับบอลจากแอนโทนี กอร์ดอน (Anthony Gordon) แล้วซัดผ่านเข้าไป ทำให้จบครึ่งแรกเสมอ 1:1

ครึ่งหลังเกมยังคงเข้มข้น นอร์เวย์ได้ลุ้นเมื่อทอร์บยอร์น เฮเกม (Torbjørn Heggem) แปจ่อในนาทีที่ 55 เข้าไป แต่ผู้ตัดสินหลังจากเช็ก VAR ตัดสินยกเลิกประตู เนื่องจากเห็นว่าเออร์ลิง ฮาแลนด์ (Erling Haaland) ทำฟาวล์ผลักผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามก่อน อีกทั้งคริสโตเฟอร์ อาเยร์ (Kristoffer Ajer) ก็ได้โหม่งชนคานในนาทีที่ 77 ทำให้เวลาปกติทั้งสองทีมยังเสมอกัน 1:1 ต้องต่อเวลา

ต้นครึ่งแรกของช่วงต่อเวลาเพียง 3 นาที มอร์แกน โรเจอร์ส (Morgan Rogers) ของอังกฤษซัดไกลบอลชนมือผู้รักษาประตูเออร์ยาน นีแลนด์ (Ørjan Nyland) ปลิวไม่ไกล จูด เบลลิงแฮมวิ่งเข้าชาร์จซ้ำเข้าไป ช่วยให้อังกฤษแซงนำ 2:1 เบลลิงแฮมปิดเกมนี้ด้วยสองประตู ทำให้ยอดรวมในทัวร์นาเมนต์เพิ่มเป็น 6 ประตู เท่ากับแฮร์รี เคน (Harry Kane) เพื่อนร่วมทีม เกมจบอังกฤษชนะนอร์เวย์ 2:1 ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2018

อีกแมตช์ในแคนซัสซิตี้ อาร์เจนตินา พบกับสวิตเซอร์แลนด์ เกมยืดเยื้อจนต้องต่อเวลาเช่นกัน แชมป์เก่าอาร์เจนตินาได้ประตูขึ้นนำตั้งแต่ 10 นาทีแรกเมื่อกัปตันทีม ลิโอเนล เมสซี (Lionel Messi) เปิดเตะมุมแม่นยำให้ อเล็กซิส แม็คอัลลิสเตอร์ (Alexis Mac Allister) โฉบขึ้นโหม่งเบียดเสาเข้าประตู ทำให้อาร์เจนตินานำ 1:0

สวิตเซอร์แลนด์สู้ไม่ถอยและกดดันแนวรับอาร์เจนตินาตลอด จนกระทั่งนาทีที่ 68 ดาน เอ็นดอย (Dan Ndoye) พาแนวรุกขึ้นมาแล้วรับบอลจาก ริคาร์โด้ โรดริเกซ (Ricardo Rodriguez) ก่อนยิงเข้าไป ไล่เสมอเป็น 1:1 แต่สถานการณ์พลิกเมื่อในนาทีที่ 72 บรีล เอ็มโบโล (Breel Embolo) ถูกใบเหลืองที่สองจนโดนไล่ออกจากการทำฟาวล์ล้มตัว (dive) ทำให้สวิตเซอร์แลนด์เหลือผู้เล่น 10 คน เวลาปกติยังเสมอ ต้องต่อเวลา

ในช่วงต่อเวลาหลัง อาร์เจนตินามีตัวผู้เล่นมากกว่าแต่ก็เจอแนวรับของสวิตเซอร์แลนด์ที่เหนียวแน่น จนกระทั่งนาทีที่ 108 จูเลียน อัลวาเรซ (Julián Álvarez) ซึ่งเป็นตัวจริงในเกมนี้ รับบอลจากโรดริโก เดอ ปอล (Rodrigo De Paul) แล้วปั่นด้วยขวาจากระยะนอกกรอบบอลพุ่งโค้งเสียบมุมอย่างสวยงามให้ทีมแซงนำ 2:1 ก่อนจะมาปิดกล่องในช่วงทดเวลาบาดเจ็บเมื่อเลาตาโร มาร์ติเนซ (Lautaro Martínez) ตัวสำรองตามซ้ำลูกที่นายประตูสวิตเซอร์แลนด์ปัดออก กลายเป็นประตูที่ทำให้อาร์เจนตินาชนะ 3:1 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศอย่างหวุดหวิด

ด้วยผลการแข่งขันในรอบ 8 ทีมนี้ อังกฤษและอาร์เจนตินาจะโคจรมาพบกันในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็น “ศึกก่อนชิงแชมป์” ของทัวร์นาเมนต์ อังกฤษที่ยังไม่สามารถคว้าแชมป์โลกได้อีกนับตั้งแต่ปี 1966 จะหวังทลายคำสถิติ ขณะที่อาร์เจนตินาต้องการเป็นทีมแรกตั้งแต่บราซิลปี 1962 ที่สามารถป้องกันแชมป์สำเร็จ
ทั้งนี้ โธมัส ทูเคิ่ล (Thomas Tuchel) กุนซือทีมชาติอังกฤษกล่าวหลังเกมว่าเขาไม่พอใจกับฟอร์มโดยรวมของทีมและเห็นว่าลูกทีมยังไม่แสดงศักยภาพเต็มที่ อย่างไรก็ตาม สมรรถนะการสู้กลับของทีมและฟอร์มร้อนแรงของจูด เบลลิงแฮมถือเป็นปัจจัยที่น่ากังวลสำหรับคู่แข่ง ส่วนอาร์เจนตินายังคงอาศัยการนำของลิโอเนล เมสซีร่วมกับแนวรุกอย่างจูเลียน อัลวาเรซและเลาตาโร มาร์ติเนซ เดินหน้าต่อสู่เป้าหมายป้องกันแชมป์ รอบรองชนะเลิศจะย้ายไปเตะที่แอตแลนต้า ซึ่งเกมระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนตินาจะเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ทั่วโลกจับตามอง

