F1 บุกตลาดอเมริกา อีกครั้งอย่างเต็มตัว หลังห่างหายจากเวทีสหรัฐฯ มานานกว่า 20 ปี โดย Formula 1 กลับมาพิสูจน์ตัวเองที่เมืองออสติน รัฐเทกซัส ด้วยกลยุทธ์ใหม่ที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง หลังจากที่ในอดีต ภาพลักษณ์ที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยการเมืองภายในทีมทำให้แฟนสปอร์ตมอเตอร์สปอร์ตชาวอเมริกันหันหลังให้กีฬาชนิดนี้
ยุคของ เบอร์นี เอกเคิลสโตน (Bernie Ecclestone) ทิ้งมรดกอันซับซ้อนไว้เบื้องหลัง ทั้งการต่อสู้ด้านผลงานระหว่างทีมและการแย่งชิงผลประโยชน์ทางการเงิน แต่ภายใต้การนำของ Liberty Media ในปัจจุบัน F1 กำลังเดินหน้าพิชิตตลาดอเมริกาอย่างจริงจัง ด้วยแนวทางที่เน้นความบันเทิงและการเข้าถึงแฟนกีฬาในวงกว้างมากขึ้น
สัญญา COTA ยาวถึงปี 2034
สเตฟาโน โดเมนิกาลี (Stefano Domenicali) ซีอีโอของ F1 ประกาศต่อสัญญากับ Circuit of the Americas (COTA) ที่เมืองออสติน รัฐเทกซัส ออกไปจนถึงปี 2034 ซึ่งเป็นการต่อสัญญาระยะยาว 8 ปี นับจากสัญญาเดิมที่จะหมดอายุหลังปี 2026 ส่งผลให้ COTA จะกลายเป็นสนาม F1 ในสหรัฐฯ ที่มีอายุสัญญายาวนานที่สุด แซงหน้าสนาม Watkins Glen ในประวัติศาสตร์
โดเมนิกาลีกล่าวว่า “ตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา รายการ United States Grand Prix มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขอขอบคุณเมืองออสตินและ Travis County ที่ให้การต้อนรับเราเสมอมา” การต่อสัญญาครั้งนี้ยืนยันให้สหรัฐฯ ยังคงมีการแข่งขัน F1 ครบ 3 สนามต่อปี ได้แก่ ออสติน, ไมอามี และลาสเวกัส ซึ่งแต่ละสนามมีเอกลักษณ์และกลุ่มแฟนของตัวเอง
ดีล Apple TV มูลค่า 4,900 ล้านบาท
ก้าวสำคัญที่สุดคือข้อตกลงระหว่าง F1 บุกตลาดอเมริกา กับ Apple TV ซึ่งมีมูลค่าราว 140 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 4,900 ล้านบาท) สัญญา 5 ปีนี้มีมูลค่ารวมประมาณ 750 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 26,250 ล้านบาท) และจะเริ่มมีผลตั้งแต่ฤดูกาล 2026 เป็นต้นไป โดย Apple TV จะมีสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขัน F1 ทุกนัดในสหรัฐฯ แบบเอกสิทธิ์เต็มรูปแบบ
ดีลนี้ถือเป็นการปิดฉาก ESPN ที่ถ่ายทอด F1 มาตั้งแต่ปี 2018 ในราคาประมาณ 90 ล้านดอลลาร์ต่อปี (ประมาณ 3,150 ล้านบาท) Apple ซึ่งเคยร่วมงานกับ F1 ในภาพยนตร์ “F1” นำแสดงโดยแบรด พิตต์ (Brad Pitt) ที่ทำรายได้ทั่วโลกกว่า 630 ล้านดอลลาร์ มองว่าการเป็นพาร์ตเนอร์สายกีฬาจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แพลตฟอร์มสตรีมมิงของตน ความร่วมมือนี้ผสานกับความสำเร็จของซีรีส์ “Drive to Survive” บน Netflix ที่เปิดประตูให้ชาวอเมริกันหันมาสนใจ F1 อย่างมีนัยสำคัญ
ศึกชิงแชมป์ที่พลิกโผตลอดฤดูกาล
แม้การแข่งขันที่ออสตินอาจไม่ได้ตื่นเต้นอย่างที่คาดหวัง แต่ดวลระหว่าง แลนโด นอร์ริส (Lando Norris) และ ชาร์ล เลอแคลร์ (Charles Leclerc) ยังคงรักษาความน่าติดตามของรายการได้ในระดับหนึ่ง โดย F1 บุกตลาดอเมริกา ยังต้องเผชิญโจทย์สำคัญในการทำให้ทุกสนามแข่งกลายเป็นมหกรรมที่ขาดไม่ได้สำหรับแฟนกีฬา
ศึกชิงแชมป์นักขับฤดูกาล 2025 กลับมาดุเดือดอีกครั้ง หลังจากที่ ออสการ์ เปียสตรี (Oscar Piastri) จาก McLaren เคยนำห่างอยู่ก่อนหน้านี้ โดย แลนโด นอร์ริส คว้าแชมป์โลกเป็นครั้งแรกในชีวิตได้สำเร็จที่สนาม Abu Dhabi ด้วยคะแนนรวม 408 คะแนน นำหน้า แม็กซ์ เวอร์สแตปเพน (Max Verstappen) ที่ 396 คะแนน และเปียสตรีที่ 392 คะแนน ถือเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่สูสีที่สุดในประวัติศาสตร์ F1
หากแฟนชาวอเมริกันที่เพิ่งชมภาพยนตร์ “F1” ของแบรด พิตต์แล้วหันมาติดตามศึกชิงแชมป์จริงอย่างต่อเนื่อง นั่นคือสัญญาณที่บอกว่า F1 บุกตลาดอเมริกา ได้สำเร็จแล้วอย่างแท้จริง และโดเมนิกาลีก็คงพอใจกับผลลัพธ์นี้อย่างมาก ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทั้งสัญญาสนาม, ดีลสื่อ และเนื้อหาที่ดึงดูดแฟนใหม่ แล้ว F1 จะพิชิตฐานแฟนชาวอเมริกันได้อย่างยั่งยืนได้หรือไม่?

