Nothing เพิ่งเปิดตัวโปรเจ็กต์ใหม่ชื่อ “NOTHING (CHARLI XCX)” พร้อมประกาศให้ ชาร์ลี เอ็กซ์ซีเอ็กซ์ เป็นพรีเซนเตอร์ระดับโลกคนแรกของแบรนด์และเข้าร่วมในฐานะผู้ถือหุ้น ข่าวที่ออกมาครั้งนี้ทำให้เกิดการพูดคุยอย่างกว้างขวางทั้งในวงการแฟชั่นและเทคโนโลยี
Nothing ขึ้นชื่อเรื่องการออกแบบแบบโปร่งใสและความเรียบง่ายในแนวอนาคต ขณะที่ ชาร์ลี เอ็กซ์ซีเอ็กซ์ มีทั้งสไตล์ดนตรีที่ท้าทายและความงามเชิงภาพที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การร่วมงานครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การรับงานพรีเซนเตอร์ทั่วไป แต่เหมือนเป็นโปรเจ็กต์ที่ผสมผสานวัฒนธรรมการสร้างสรรค์กับตัวตนของศิลปิน
โปรเจ็กต์ “NOTHING (CHARLI XCX)” ครั้งนี้ถ่ายทำที่ลอนดอนโดยช่างภาพ Aidan Zamiri ในภาพ ชาร์ลี เอ็กซ์ซีเอ็กซ์ สวม Nothing headphone (a) เดินผ่านฉากหลากหลายและสถานการณ์ในชีวิตประจำวัน บรรยากาศโดยรวมยังคงโทนเย็น สุขุม และมีความกบฏเล็กน้อย สอดคล้องกับทิศทางภาพลักษณ์อนาคตที่ Nothing ให้ความสำคัญ
Nothing headphone (a) กลายเป็นหนึ่งในจุดสนใจของโปรเจ็กต์ โดยตัวหูฟังมีจุดเด่นคือแบตเตอรีที่ใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 135 ชั่วโมง ทำให้ไม่ต้องชาร์จบ่อยๆ แม้จะใช้งานเป็นเวลานาน รวมถึงรายละเอียดดีไซน์แบบโปร่งใสที่เป็นเอกลักษณ์และเส้นสายที่ลื่นไหล ทำให้ยังคงความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์

ชาร์ลี เอ็กซ์ซีเอ็กซ์ กล่าวว่า เธอให้ความสำคัญกับการที่ผลงานจะถูกรับรู้โดยโลกเป็นอย่างมาก จึงให้ความสำคัญทั้งกับคุณภาพเสียงและการออกแบบของหูฟัง และแนวทางที่ Nothing ให้ความสำคัญต่อผู้สร้างสรรค์และการแสดงออกส่วนบุคคลคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอเลือกร่วมงาน
Carl Pei ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nothing ระบุว่า ในช่วงหลังผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีหลายอย่างมีแนวโน้มเรียบง่าย เงียบ และค่อนข้างจำกัด แต่ทิศทางการสร้างสรรค์ของ ชาร์ลี เอ็กซ์ซีเอ็กซ์ กลับไปในทางตรงกันข้าม ดังนั้นการเข้าร่วมของเธอจะช่วยนำความชวนเล่นและบุคลิกกลับสู่ Nothing

ในด้านการเติบโตของแบรนด์ Nothing มีความคืบหน้าอย่างชัดเจน บริษัทเพิ่งระดมทุนรอบ C ได้ 200,000,000 USD ทำให้มูลค่าบริษัทขยับขึ้นไปที่ 1,300,000,000 USD ซึ่งประมาณเป็นค่าเงินบาทได้โดยประมาณ 6,800,000,000 บาท (ราคาเดิม 200,000,000 USD / อ้างอิงเรทโดยประมาณ 1 USD ≈ 34 THB) และมูลค่าบริษัทประมาณ 44,200,000,000 บาท (ราคาเดิม 1,300,000,000 USD / อ้างอิงเรทโดยประมาณ 1 USD ≈ 34 THB) นอกจากฮาร์ดแวร์แล้ว แบรนด์ยังขยายภาพลักษณ์ให้ใกล้ชิดกับโลกดนตรี แฟชั่น และวัฒนธรรมของผู้สร้างสรรค์มากขึ้น เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีเป็นมากกว่าเครื่องมือ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสไตล์ในชีวิตประจำวัน

