ÆNRMOÚS:“เสื้อผ้าคือตัวละคร สภาพแวดล้อม และอารมณ์ของเรื่อง”
แบรนด์แฟชั่นฮ่องกง ÆNRMOÚS ก่อตั้งโดยดีไซเนอร์ K Cheang และ Uia Kwok ในปี 2022 ชื่อแบรนด์มาพัฒนาจากคำว่า “Enormous” โดยปรับการสะกดและสัญลักษณ์ให้แตกต่าง เพื่อสะท้อนวิธีการรื้อและประกอบใหม่ในการสร้างสรรค์ของแบรนด์ ทั้งคู่ดึงแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ ประเพณี และของใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างโลกทัศน์ของแบรนด์ขึ้นมา ครั้งนี้แบรนด์เข้าร่วมงานนิทรรศการแฟชั่นที่จัดโดย Hong Kong Design Centre ร่วมกับ Camera Nazionale della Moda Italiana (CNMI) เรื่อง “ร่วมทอความคิดใหม่: คลื่นลูกใหม่ของแฟชั่นชายอิตาลีและฮ่องกง”〈共織新意:意大利與香港男裝新浪潮〉 บทสนทนาของเราเริ่มจากชื่อที่ถูกเขียนใหม่ แล้วค่อยสำรวจว่าพวกเขาเปลี่ยนโลกทัศน์ของแบรนด์ให้กลายเป็นเสื้อผ้าอย่างไร

แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากอะไรเป็นหลัก?
แรงบันดาลใจมักมาจากประวัติศาสตร์ ภาพยนตร์ สถาปัตยกรรม ธรรมชาติ ภาพศาสนา เครื่องแต่งกายดั้งเดิม และหัตถกรรมที่ค่อยๆ หายไป เราสนใจร่องรอยที่กาลเวลาทิ้งไว้บนวัตถุ เช่น ผ้าจาง สีโลหะเปลี่ยน พื้นผิวผนังหลุดลอก และรอยยับหรือการสึกหรอของเสื้อผ้าที่เกิดจากการสวมใส่ มันอาจไม่สอดคล้องกับนิยามความ “สมบูรณ์แบบ” แบบดั้งเดิม แต่เป็นบันทึกว่าของชิ้นนั้นถูกใช้ ถูกสัมผัส และเก็บรักษาอย่างไร เราไม่ได้คัดลอกยุคประวัติศาสตร์หรือสัญลักษณ์วัฒนธรรมใดๆ โดยตรง แต่จะเข้าใจบริบทก่อน แล้วจึงรื้อโครงร่าง โครงสร้าง หรือจิตวิญญาณออกมา แล้วตีความใหม่ผ่านการตัดเย็บและวัสดุร่วมสมัย
เมื่อเริ่มคิดคอลเล็กชั่นใหม่ สิ่งแรกที่ปรากฏในหัวคืออะไร?
ภาพยนตร์ส่งผลต่อคุณอย่างมาก เราจะทำอย่างไรให้ผลงานยังทันสมัยและมีความเป็นละคร แต่ไม่กลายเป็นชุดคอสตูม?
อิทธิพลจากภาพยนตร์ไม่ได้อยู่ที่การยกชุดจากจอมา แต่เป็นวิธีการสร้างบรรยากาศ เวลา และตัวละคร เราเรียนรู้จากภาพยนตร์ว่าจะใช้แสง จังหวะ การจัดองค์ประกอบและการปั้นตัวละครเพื่อสร้างโลกอย่างไร แต่เราไม่ยกคอสตูมในจอมาใช้ตรงๆ ชุดคอสตูมถูกออกแบบเพื่อบทบาทและเรื่องราวเฉพาะ ขณะที่แฟชั่นต้องเชื่อมโยงกับคนจริงและชีวิตจริง ดังนั้นแม้เรื่องเล่าในคอลเล็กชั่นจะแรง เราจะกลับมาพิจารณารูปร่าง น้ำหนัก การเคลื่อนไหว ความสบาย และจะใส่ใจว่าแต่ละชิ้นสามารถเข้าไปในตู้เสื้อผ้าของคนจริงได้อย่างไร เวทีและภาพถ่ายแสดงโลกทัศน์เต็มรูปแบบได้ แต่เมื่อตัดแยกชิ้นออกจากกัน เสื้อผ้าควรยังสวมใส่ได้จริงและจับคู่ได้ง่าย


คุณใช้การย้อมด้วยธรรมชาติและการจัดการวัสดุพิเศษบ่อย ความช้าในการผลิตช่วยโชว์เอกลักษณ์แบรนด์อย่างไร?
ความ “ช้า” ไม่ได้หมายถึงเพียงจังหวะการผลิต แต่เป็นวิธีมองวัสดุและเวลา การย้อมธรรมชาติ งานมือ และการทดลองวัสดุมีสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ผลของสีเดียวกันบนผ้าต่างชนิด อุณหภูมิ และเวลาที่ต่างกันจะให้ผลที่ต่างกัน ความแตกต่างของโทน สีร่องรอย และพื้นผิวที่ไม่เป็นระเบียบทำให้แต่ละชิ้นมีบันทึกการผลิต และเป็นพยานว่ามือและวัสดุมีการสัมผัสกัน เราให้ความสำคัญกับสภาพเฉพาะตัวที่เกิดจากเวลา การสัมผัส และสภาพแวดล้อม มากกว่าการก็อปพื้นผิวเดียวกัน ความล้มเหลวหรือความบังเอิญระหว่างกระบวนการอาจให้รายละเอียดที่สำคัญ ดังนั้นงานฝีมือจึงไม่ใช่การตกแต่งเพิ่ม แต่เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบและการเล่าเรื่อง
แรงบันดาลใจของคอลเล็กชั่น SS2027 มาจากอะไร?
SS2027 สานต่อการสำรวจร่างกาย ธรรมชาติ และเวลา เราพิจารณาว่าหลังการทำลาย การสูญเสีย และการสร้างใหม่ ผู้คนจะรับรู้ร่างกายอีกครั้งอย่างไร มันไม่จำเป็นต้องกลับมาเป็นสมบูรณ์ทันที เหมือนพืชงอกขึ้นจากรอยแตก พร้อมร่องรอยที่สร้างระเบียบใหม่ รูปร่างคั่นกลางระหว่างการปกป้องและการปลดปล่อย การจัดการวัสดุเป็นหัวใจของฤดูกาลนี้ ผลที่ได้ไม่ใช่แค่งานประดับ แต่ทำให้เสื้อผ้าดูเหมือนผ่านกาลเวลา มีชีวิตและการเปลี่ยนแปลง ไฮไลต์หนึ่งของซีซั่นคือการตัดเย็บที่ใช้ตัวอักษร ae ที่สามารถสื่อสารภาพและเรื่องราวของคอลเล็กชั่นได้ ในขณะเดียวกันยังนำไปสู่การใช้งานในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น


ทั้งสองคนแบ่งงานกันอย่างไร หากมีความเห็นต่างจะแก้ปัญหากันอย่างไร?
เรายังไม่แบ่งงานแบบแยกส่วนสิ้นเชิง เพราะแนวคิด เสื้อผ้า และภาพลักษณ์มีอิทธิพลซึ่งกันและกัน ฝ่ายหนึ่งจะโฟกัสการออกแบบเสื้อผ้า แพตเทิร์น วัสดุ และการผลิต อีกฝ่ายจะดูแลโลกทัศน์ของแบรนด์ ภาพกราฟิก วิดีโอ และทิศทางสร้างสรรค์ แต่การตัดสินใจสำคัญทำร่วมกัน ความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติและเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ เราไม่ได้มุ่งหวังให้ฝ่ายใดชนะ แต่จะกลับมาซักถามว่าแต่ละทางเลือกช่วยสนับสนุนแนวคิดหรือภาษาแบรนด์หรือไม่ เมื่อจำเป็นเราจะทำตัวอย่างทั้งสองแบบแล้วลองสวมหรือถ่ายภาพเปรียบเทียบให้ผลงานบอกคำตอบ
ครั้งนี้เข้าร่วมนิทรรศการที่ Hong Kong Design Centre ร่วมกับ Camera Nazionale della Moda Italiana (CNMI) จัด แรงคาดหวังคืออะไร?
เราคาดหวังมากที่ได้เห็นการสนทนาระหว่างดีไซเนอร์จากฮ่องกงและอิตาลีซึ่งมีภูมิหลังและวิธีคิดต่างกัน สองพื้นที่มีจังหวะและความเข้าใจต่อเสื้อผ้าแตกต่างกัน เมื่อนำผลงานมาจัดเคียงกันจะเกิดการเชื่อมโยงที่ไม่คาดคิด เราตั้งตารอว่าผู้ชมจะตีความ ÆNRMOÚS จากมุมมองทางวัฒนธรรมที่ต่างกันอย่างไร การแลกเปลี่ยนข้ามภูมิภาคแบบนี้สำคัญกว่าแค่การสร้างการรับรู้แบรนด์สำหรับเรา เป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาระหว่างประเทศ ให้ผู้ชมต่างประเทศเห็นว่าการออกแบบของฮ่องกงมีมิติ มีภาษาเชิงสร้างสรรค์ และมีความเป็นไปได้ในการพัฒนาการสนทนาสู่เวทีนานาชาติ
อยากให้ผู้ชมเห็นด้านไหนของแบรนด์มากที่สุด?
นอกเหนือจากภาพที่แข็งแรง เราอยากให้ผู้ชมเห็นด้านที่ละเอียดอ่อนและเป็นมนุษย์ของแบรนด์ ความล้ำหน้า การแยกชิ้น หรือความรู้สึกปลายโลกไม่ใช่ปลายทางของการสร้างสรรค์ แต่เป็นการสำรวจร่างกาย ความทรงจำ เวลา และความสัมพันธ์กับมนุษย์ เราหวังว่าผู้ชมจะออกจากนิทรรศการด้วยภาพจำไม่ใช่แค่เสื้อผ้าชิ้นหนึ่ง แต่เป็นความรู้สึกและเรื่องราวเบื้องหลัง จนกระทั่งอาจตั้งคำถามใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสื้อผ้าและคน นั่นคือการตอบรับที่มีความหมายที่สุดสำหรับเรา

DOMENICO OREFICE:“ผู้สวมใส่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์เสมอ”
ดีไซเนอร์ชาวอิตาลี Domenico Orefice เติบโตในเมืองเนเปิลส์ ด้วยความร้อนแรง ความสับสน และอารมณ์ขันของเมือง เขาไปเรียนแฟชั่นที่ฟลอเรนซ์ และต่อมาสร้างแบรนด์ชื่อเดียวกัน DOMENICO OREFICE แบรนด์ผสมการตัดเย็บแบบสุภาพบุรุษกับสไตล์สปอร์ต ผ่านการออกแบบไร้เพศเพื่อทำให้แฟชั่นชายมีความเป็นไปได้มากขึ้น ครั้งนี้เขานำเสนอคอลเล็กชั่น SS2027 “HABITAT” ซึ่งดึงความทรงจำจากบ้านในเนเปิลส์ รูปร่างที่เคลื่อนไหวได้ และโทนสีที่มีอารมณ์ เพื่อทบทวนความหมายของเสื้อผ้า ตัวตน และความรู้สึกเป็นเจ้าของ

เนเปิลส์และฟลอเรนซ์มีพลังที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง งานของผมจึงอยู่ตรงกลาง ระยะเวลาที่เติบโตในเนเปิลส์ให้สัญชาตญาณ ตัวตน และความอบอุ่น รวมถึงวิธีมองผู้คนและชีวิตประจำวัน ในเมืองนั้นเต็มไปด้วยคนมีบุคลิกชัดเจน มีความขัดแย้งและอารมณ์ขัน ทำให้ผมรับรู้ชีวิตอย่างตรงไปตรงมา ฟลอเรนซ์สอนผมถึงความพิถีพิถัน ทำให้ผมเข้าใจงานฝีมือ โครงสร้าง และการตัดเย็บจริงจัง ผมเรียนที่นั่นแล้วตัดสินใจอยู่ต่อ ที่นั่นช่วยแปลงสัญชาตญาณให้กลายเป็นภาษาการออกแบบ แบรนด์ของผมในระดับหนึ่งคือบทสนทนาระหว่างความรู้สึกจากเนเปิลส์และความแม่นยำจากฟลอเรนซ์
คุณจะอธิบายคนที่สวม DOMENICO OREFICE ว่าเป็นใคร?
ผมไม่คิดว่าเป็นกลุ่มคนแบบเดียวกัน สิ่งที่รวมพวกเขาคือทัศนคติ ไม่ใช่อายุ เพศ หรือสถานะ พวกเขาอยากรู้อยากเห็น เป็นอิสระ และผสมโลกต่างๆ ได้อย่างสบาย อาจจับชิ้นตัดเย็บปราณีตมาจับคู่กับสปอร์ตแวร์ หรือใส่เสื้อโครงสร้างกับชิ้นที่เป็นส่วนตัวและใกล้ชิด ผมหวังว่าเสื้อผ้าจะเป็นของเขา ไม่ใช่เขาต้องปรับตัวให้เข้ากับเสื้อ สำหรับผม ผู้สวมใส่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างสรรค์เสมอ
เมื่อคิดคอลเล็กชั่นใหม่ สิ่งแรกที่ปรากฏในหัวคืออะไร?
สิ่งแรกที่ผมเห็นมักไม่ใช่ชิ้นเสื้อ แต่เป็นบรรยากาศ สถานที่ หรือความทรงจำ ผมมักเริ่มจากสิ่งที่มีภาพชัดและเต็มไปด้วยอารมณ์ เช่น ห้อง คน ภาพถ่าย วัสดุ หรือการเคลื่อนไหว แล้วผมคิดต่อว่าชุดแบบไหนจะอยู่ในโลกนั้น สำหรับผม แฟชั่นต้องสร้างจักรวาลก่อน แล้วจึงมองหาชุดที่เป็นของจักรวาลนั้น


การออกแบบไร้เพศสำหรับคุณหมายถึงอะไร?
การออกแบบไร้เพศคือเสรีภาพ ไม่ใช่การลบอัตลักษณ์ ผมไม่ต้องการออกแบบให้ดูเป็นกลาง แต่อยากให้เสื้อผ้าทำให้คนตัดสินใจเองว่าจะสวมอย่างไร และตัวตนอยากเป็นแบบไหน ร่างกายไม่ควรเป็นข้อจำกัด สัดส่วน การเคลื่อนไหว และทัศนคติสามารถเป็นของใครก็ได้ ซึ่งน่าสนใจกว่าการให้คนต่างเพศสวมเสื้อเดียวกันเพียงอย่างเดียว
แฟชั่นชายในชีวิตจริงเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน เทียบกับที่เห็นบนรันเวย์?
แฟชั่นชายในชีวิตจริงกำลังเป็นอิสระมากขึ้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ผู้คนเริ่มคิดใหม่ว่า ตู้เสื้อผ้าผู้ชายควรมีรูปแบบใด และเริ่มทดลองสัดส่วน สี การตัด เย็บ กระโปรง เครื่องประดับ และผ้านุ่มต่างๆ รันเวย์อาจเร่งกระบวนการนี้ แต่การเปลี่ยนแปลงจริงๆ เกิดเมื่อแนวคิดเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เป้าหมายของผมไม่ใช่การสร้างความตื่นตาเพียงชั่วคราว แต่ทำให้คนรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้มากขึ้นในตู้เสื้อผ้าของตัวเอง
แรงบันดาลใจของ SS2027 มาจากอะไร?
SS2027 มีชื่อว่า “HABITAT” มาจากความคิดเรื่อง “บ้าน” ผมอยากสำรวจว่าความรู้สึกเป็นเจ้าของหมายถึงอะไร และพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนได้อย่างไร ผมย้อนกลับไปหาความทรงจำวัยเด็ก โดยเฉพาะบ้านในเนเปิลส์ เฟอร์นิเจอร์ ผ้า วัตถุ นิสัยประจำวัน และความรู้สึกเมื่ออยู่ในบ้าน ซีซั่นนี้เป็นการวิวัฒนาการอ่อนโยนของแบรนด์ รูปร่างไหลลื่นขึ้น การตัดเย็บผสานกับองค์ประกอบสปอร์ตยังคงอยู่ เพิ่มลวดลายและสีที่มีความหมายต่อผม และเลือกวัสดุกับการทำผิวที่สื่อถึงของใช้ในบ้าน ชุดควรให้ความรู้สึกเหมือนบ้านที่คุณเข้าไปอยู่ได้ ไม่ใช่แค่เพื่อการมองเห็น


คุณคาดหวังอะไรจากการเข้าร่วมนิทรรศการที่ Hong Kong Design Centre ร่วมกับ Camera Nazionale della Moda Italiana (CNMI)?
ผมตั้งตารอที่จะได้เริ่มบทสนทนา นิทรรศการรวบรวมดีไซเนอร์หน้าใหม่จากอิตาลีและฮ่องกง นั่นทำให้มันไม่ใช่แค่การโชว์ผลงาน แต่เป็นที่ให้เราเห็นว่าวัฒนธรรมต่างกันตีความอนาคตของแฟชั่นชายอย่างไร และมองหาจุดร่วมของกันและกัน ผมสนใจฮ่องกงเพราะมีมุมมองเชิงสร้างสรรค์ที่ต่างจากยุโรป สำหรับแบรนด์อิสระหนุ่มสาว การได้เข้าร่วมบทสนทนาระดับนานาชาติแบบนี้มีความหมายมาก
อยากให้ผู้ชมเห็นมุมไหนของแบรนด์ผ่านนิทรรศการนี้?
ผมหวังให้พวกเขาเห็นด้านที่เป็นส่วนตัวมากขึ้น คนมักจับตาการตัดเย็บ รูปร่างที่แข็งแรง และฉลาก Made in Italy แต่ผมอยากนำเสนออารมณ์เบื้องหลัง เช่น ความทรงจำวัยเด็ก บ้าน เมือง และการค้นหาตัวตนอย่างต่อเนื่อง สรุปคือผมอยากให้ผู้ชมเข้าใจว่า DOMENICO OREFICE ไม่ได้มีแค่องค์ประกอบเชิงเทคนิคเกี่ยวกับเสื้อผ้า แต่ยังเป็นเรื่องของความรู้สึกของเสื้อผ้าที่มอบให้คุณ มันเกี่ยวกับคุณมาจากไหน และคุณเลือกจะเป็นอย่างไรในโลกนี้

