Close Menu
ZTYLEZMAN – 香港男性時尚雜誌ZTYLEZMAN – 香港男性時尚雜誌
    Search
    YouTube Facebook Instagram
    • Back to ZTYLEZ.COM
    Facebook Instagram YouTube
    ZTYLEZMAN – 香港男性時尚雜誌ZTYLEZMAN – 香港男性時尚雜誌
    • ZCOVER
    • INTERVIEW
    • STYLE
      • Editorial
      • Fashion
      • Footwear
      • Grooming
    • WATCHES
      • Watches & Wonders
    • AUTO
      • Racing
      • Drive
    • GADGETS
    • INVESTMENT
      • Properties
      • Auctions
      • Credit Cards
    • LIFESTYLE
      • Food & Drink
        • Liguor Guide
      • Gaming
      • Sports
      • Movies & TV
      • Travel
      • Entertainment
      • Design
    • Tailandés
      • 简体中文
      • 繁體 (香港)
      • English (US)
      • 日本語
      • 繁體 (台灣)
    ZTYLEZMAN – 香港男性時尚雜誌ZTYLEZMAN – 香港男性時尚雜誌
    Home»Interview»จาว ปัก-โฮ กับบลูมมิงในวัยสี่สิบ
    Interview

    จาว ปัก-โฮ กับบลูมมิงในวัยสี่สิบ

    2026-06-10By Angus Mok
    Facebook Twitter Pinterest LinkedIn Tumblr Email

    “หลายอย่างเรามักจะพูดว่า ‘ไว้ปีหน้าแล้วกัน’ พูดไปพูดมา ผ่านไปก็สิบปีแล้ว”

    ชีวิตพอถึงบางช่วง เวลาเหมือนจะเริ่มมีน้ำหนักต่างไปจากเดิม

    วัยหนุ่มมักเชื่อว่ายังมีความเป็นไปได้อีกมาก สถานที่ที่อยากไปไว้ปีหน้าแล้วกัน สิ่งที่อยากทำไว้ปีหน้าเริ่ม และแม้แผนที่เก็บไว้ในใจ ก็เชื่อว่าสักวันอนาคตจะทำให้เป็นจริงได้ แต่เมื่อชีวิตเริ่มถูกงาน ครอบครัว และความรับผิดชอบเติมเต็ม ผู้คนจึงค่อยๆ พบว่าเวลาไม่ได้มีมากอย่างที่คิด สิ่งที่เคยคิดว่ายังทัน หลายครั้งเมื่อหันกลับไปมอง ก็ผ่านไปหลายปีโดยไม่รู้ตัว

    สำหรับจาว ปัก-โฮ (周拍豪) สิ่งที่เปลี่ยนแปลงมากที่สุดเมื่ออายุสี่สิบไม่ใช่อายุ แต่คือการเริ่มรู้สึกถึงการไหลของเวลา ในหลายปีที่ผ่านมาเขาผ่านการเปลี่ยนบทบาทหลายแบบ และเริ่มตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับครอบครัว เวที และชีวิต เมื่อหลายคนยังมองว่าวัยสี่สิบเป็นเส้นแบ่งบางอย่าง เขากลับเลือกที่จะตีความช่วงนี้ต่างออกไป—ไม่ใช่การหยุดเพื่อมองย้อน แต่เป็นการก้าวต่อไป

    View this post on Instagram

    A post shared by ZTYLEZ MAN (@ztylezman)

    ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของชีวิต

    เมื่อพูดถึงชีวิตในตอนนี้ จาว ปัก-โฮไม่ได้พูดถึงความสำเร็จด้านงานเป็นอันดับแรก

    ไม่มียอดตั๋วคอนเสิร์ต ไม่มีอันดับชาร์ต หรือผลงานสำคัญชี้วัดใด ๆ สิ่งที่เขานึกถึงเป็นอย่างแรกกลับเป็นคนรอบตัว

    พ่อแม่ยังแข็งแรงอยู่ข้าง ๆ ภรรยาและลูกเติบโตไปด้วยกัน เพื่อนร่วมทาง ทีมงานที่อยู่ด้วยกันมานาน รวมถึงแฟนเพลงที่คอยสนับสนุน สิ่งที่ดูเหมือนเรียบง่ายเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่เขาหวงแหนที่สุด

    “ตอนนี้ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีความสุขที่สุดในชีวิตสำหรับผม พ่อแม่อยู่ข้าง ๆ แข็งแรงดี ข้าง ๆ มีภรรยา มีลูก มีพี่น้อง ทีมงาน แฟน ๆ สื่อ เพื่อน ทุกคนรักผมมาก”

    สำหรับหลายคน ความสุขมักมาจากการได้มา แต่เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ผู้คนเริ่มเข้าใจว่าสิ่งที่มีค่าจริง ๆ คือสิ่งที่ยังคงอยู่กับเรา

    ความสุขแบบนี้ไม่ใช่ความตื่นเต้นชั่วคราว แต่เป็นความรู้สึกครบถ้วนจากชีวิต เมื่อตัวที่เคยไขว่คว้าเริ่มนิ่งลง คนก็เรียนรู้ที่จะชื่นชมสิ่งที่เคยละเลย

    แต่ความพึงพอใจนี้ไม่ได้ทำให้เขาหยุดนิ่ง

    “ผมยังมีความใฝ่ฝันอยากทำทุกสิ่งอยู่”

    ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ ดนตรี หรือชีวิตตัวเอง เขายังคงมองไปข้างหน้าอย่างคาดหวัง บางทีเพราะผ่านขึ้นลงมาหลายช่วง เขาจึงยิ่งรู้คุณค่าของความกระตือรือร้นที่ยังอยากก้าวไปต่อ

    จาว ปัก-โฮ ยืนถ่ายภาพพอร์เทรต โฟกัสที่ใบหน้าและแสงที่อบอุ่น

    จากการผ่านฉลุยสู่การสร้างความทรงจำ

    เวทีเป็นพื้นที่ที่ทำให้จาว ปัก-โฮเติบโตเร็วที่สุด

    ย้อนกลับไปเมื่อเริ่มเข้าวงการ ทุกการแสดงสำหรับเขาเหมือนการสอบครั้งใหญ่ ตอนนั้นเขาใส่ความสนใจทั้งหมดไปที่การไม่พลาด ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีในหัวคิดเพียงว่าจะผ่านมันไปให้ได้ มากกว่าการเพลิดเพลินกับการแสดง

    “ก่อนหน้านี้ขึ้นคอนเสิร์ตนี่เครียดมาก เครียดจนไม่รู้จักเพลิดเพลินกับเวที ทำแบบหยาบ ๆ ผ่านไปก็คิดว่าแค่นี้ก็ถือว่าผ่านแล้ว”

    นั่นคือสภาพที่ศิลปินหน้าใหม่หลายคนเคยประสบ เมื่อต้องพิสูจน์ตัวเองอย่างเร่งรีบ มักไม่มีที่ว่างพอให้รู้สึกต่อกระบวนการ การทำผลงานให้ดี การทำงานให้เสร็จ และการได้รับการยอมรับ คือสิ่งที่ครอบงำความคิดทั้งหมด

    แต่หลังจากปีที่ผ่านมาที่เขาเดินทางไปเวทีต่างเมือง พบผู้ชมหลากหลาย จาว ปัก-โฮเริ่มเห็นว่า สิ่งที่ผู้ชมจำไม่ได้มีเพียงแค่น้ำเสียงสูงสุดหรือความอลังการของโชว์ แต่คืออารมณ์และความทรงจำที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

    ดังนั้นวันนี้เขาไม่ถือว่าแต่ละโชว์เป็นภารกิจอีกต่อไป

    “การแสดงที่ทำได้ดีเป็นเพียงพื้นฐาน สิ่งสำคัญกว่าคือการสร้างความทรงจำร่วมกับผู้ชม”

    การเปลี่ยนมุมมองนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของชีวิต เมื่อโตขึ้นสิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงผลงาน แต่คือความเชื่อมโยง เมื่อก่อนต้องการให้คนเห็น ตอนนี้คิดมากขึ้นว่าตัวเองจะทิ้งอะไรไว้ได้บ้าง

    จาว ปัก-โฮ บนเวที สวมเสื้อคลุม โฟกัสการแสดงและการสื่อสารกับผู้ชม

    Blooming ไม่ได้เกี่ยวกับอายุ

    ช่วงหลังมานี้ จาว ปัก-โฮพูดถึงคำว่า Blooming บ่อยครั้ง

    แนวคิดนี้ต่อมาเป็นแก่นของ Days Before The Bloom (อัลบั้มของเขา) และ “Blooming Chapter” แต่ในสายตาเขา Blooming ไม่เคยเป็นเรื่องของอายุ แต่มันคือเรื่องของการตัดสินใจ

    หลายคนชอบใช้สำนวนว่า “ผู้ชายสี่สิบเอ็ดเหมือนดอกไม้” เพื่ออธิบายช่วงนี้ แต่จาว ปัก-โฮไม่ได้ยึดติดกับคำอธิบายแบบนั้น

    “ผู้ชายสี่สิบจะเป็นเหมือนดอกไม้หรือไม่นั้นแล้วแต่คนมอง”

    แทนที่จะถกเถียงว่าวัยสี่สิบควรมีรูปแบบอย่างไร เขากลับสนใจทัศนคติที่คนเลือกใช้เผชิญกับชีวิตมากกว่า

    “ผมเลือกใช้ท่าทีนั้นว่า ‘การเบ่งบาน’ แล้วก้าวเดินต่อไป”

    สำหรับเขา การเบ่งบานไม่ใช่การพิสูจน์ว่ายังหนุ่ม ไม่ใช่การตามหายอดเขาชีวิต แต่เป็นการยอมรับ ยอมรับว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนผ่าน ยอมรับว่าชีวิตเข้าสู่ช่วงต่าง ๆ และยังคงเก็บความกล้าที่จะสำรวจต่อไป

    “ผมไม่อยากรู้สึกว่าตัวเองแก่ลง แล้วนั่งอยู่บ้านให้ตัวเองค่อย ๆ แก่”

    จริง ๆ แล้วข้อจำกัดของคนไม่ได้มาจากอายุ แต่อยู่ที่การสูญเสียความอยากรู้ต่อโลก เมื่อคนยังคงมีความคาดหวังต่ออนาคตและเชื่อว่ายังมีความเป็นไปได้ นั่นแหละคือการเบ่งบาน

    ภาพจาว ปัก-โฮ ในบรรยากาศสงบนิ่ง สื่อถึงการคิดทบทวนชีวิต

    เวลามีน้ำหนักขึ้น

    ถ้าจะบอกว่าสิ่งที่อายุสี่สิบนำมาคืออะไร จาว ปัก-โฮตอบว่าเป็นเรื่องเวลา

    สมัยหนุ่มหลายอย่างรอได้ อยากไปเที่ยวไว้ปีหน้า อยากเริ่มโครงการไว้ปีหน้า ฝันที่เก็บไว้ก็คิดว่าอนาคตยังมีเวลา แต่เมื่อชีวิตเข้าสู่ช่วงที่มีครอบครัว ความรับผิดชอบ และคนที่ต้องหวงแหน เวลาเหมือนมีน้ำหนักต่างออกไป

    จาว ปัก-โฮบอกว่า นี่คือความรู้สึกที่ชัดเจนที่สุดในช่วงหลัง

    “หลายอย่างเรามักจะพูดว่า ‘ไว้ปีหน้าแล้วกัน’ ‘ไว้ปีหน้าแล้วกัน’ พูดไปพูกมา ผ่านไปก็สิบปี”

    ประโยคนี้โดนใจคนจำนวนมาก อาจเพราะไม่ใช่แค่ความรู้สึกของเขา แต่เป็นความเป็นจริงที่ผู้ใหญ่หลายคนกำลังเผชิญ เมื่อชีวิตถูกงาน ครอบครัว และความรับผิดชอบยึดพื้นที่ คนยิ่งมีเวลาคิดถึงตัวเองน้อยลง สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นของแน่นอนกับเวลา ก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องรักษา

    สำหรับจาว ปัก-โฮ ความตระหนักนี้ไม่ได้แฝงด้วยความเศร้า แต่เป็นเหมือนการเตือนใจ ให้ไม่ทิ้งทุกอย่างไว้ให้อนาคต และให้เห็นคุณค่าของปัจจุบันที่ยังคว้าได้

    “โลกกว้างมาก แต่เวลาก็ผ่านไปเร็วจริง ๆ”

    เมื่อเริ่มเข้าใจขอบเขตของเวลา คนจะคิดทบทวนว่าสิ่งใดสำคัญจริง ๆ และการตระหนักนี้ก็กลายเป็นหนึ่งในค่านิยมหลักที่เขาใช้มองครอบครัว งาน และชีวิตในช่วงหลัง

    จาว ปัก-โฮ เดินเล่นกับครอบครัว ภาพสื่อถึงช่วงเวลาที่แบ่งปันร่วมกัน

    การอยู่ด้วยกันคือการเติบโตไปด้วยกัน

    หลังเป็นพ่อ จาว ปัก-โฮเริ่มเข้าใจคำว่า “การอยู่ด้วยกัน” ในมุมที่ต่างออกไป

    หลายคนเข้าใจว่าการอยู่ด้วยกันหมายถึงการให้เวลาอยู่ใกล้คนในครอบครัว แต่สำหรับเขาเรื่องไม่ง่ายขนาดนั้น

    “ไม่ได้อยู่ข้าง ๆ แล้วจะเท่ากับการอยู่ด้วยกัน”

    สำหรับเขาสิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การปรากฏตัว แต่คือการมีส่วนร่วม มีส่วนร่วมกับการเติบโตของลูก มีส่วนร่วมในชีวิตของพวกเขา และมีส่วนร่วมในเรื่องราวประจำวันที่ธรรมดาแต่ไม่สามารถย้อนกลับมาได้

    ดังนั้นเขาชอบนิยามอีกแบบหนึ่งมากกว่า

    “ผมจะเลือกเติบโตไปกับพวกเขา มากกว่าที่จะเพียงเฝ้ามองให้พวกเขาเติบโต”

    ความต่างนี้ดูเหมือนเล็ก แต่มันสะท้อนความเข้าใจเชิงผู้ใหญ่ เด็ก ๆ กำลังเรียนรู้จะเติบโต ในขณะที่พ่อแม่เองก็เรียนรู้เหมือนกัน ครอบครัวไม่ใช่การให้เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นการเดินร่วมและเรียนรู้ไปด้วยกัน

    เมื่อพูดถึงช่วงเวลากับลูก เขาไม่ได้เล่าถึงความทรงจำอันยิ่งใหญ่ แต่พูดถึงเรื่องธรรมดาที่สุด

    “ผมจริงจังที่จะเล่นกับพวกเขา เล่นลื่น เล่นเกมบ้า ๆ ผมเชื่อว่าสำหรับเด็ก ๆ นี่แหละคือคุณค่าที่สำคัญที่สุด”

    หลายครั้งคนคิดว่าความทรงจำที่สำคัญมาจากโมเมนต์พิเศษ แต่สิ่งที่ติดอยู่ในความทรงจำจริง ๆ มักเป็นวันธรรมดาที่สุด

    จาว ปัก-โฮ เล่นกับลูกในสวน สื่อถึงความสนิทสนมและกิจกรรมประจำวันของครอบครัว

    ของขวัญที่ล้ำค่าสุดคือความไว้วางใจที่สะสมด้วยเวลา

    เข้าวงการมาเกือบยี่สิบปี จาว ปัก-โฮผ่านหลายช่วงและได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของวงการเพลงฮ่องกง

    ถ้าถามว่าในวันนี้ของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดคืออะไร สิ่งที่เขาคิดไม่ใช่รางวัลหรือสถิติ แต่คือแฟนเพลงที่ยังอยู่เคียงข้าง

    “การที่ใครสักคนจะสนับสนุนคน ๆ เดียวเป็นเวลายี่สิบปี มันไม่ง่ายเลย”

    ในยุคที่ข้อมูลเปลี่ยนเร็ว ผู้คนมีตัวเลือกและความสนใจใหม่ ๆ ทุกวัน แต่ยังมีคนที่เลือกจะสนับสนุนศิลปินคนเดิมเป็นสิบปี บางคนอาจไม่เคยพบเขาตัวเป็น ๆ แต่ยังคงติดตามงานและชีวิตเขาอย่างเงียบ ๆ

    สำหรับจาว ปัก-โฮ การสนับสนุนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรถือเป็นเรื่องปกติ

    “คุณค่านี้ไม่ได้ซื้อด้วยเงิน มันสะสมด้วยเวลา ผู้คนตอบรับกันและกัน เกิดความไว้วางใจกัน”

    บางอย่างเหมือนที่เขาพูดไว้เกี่ยวกับเวลา ไม่อาจเร่งหรือก็อปปี้ได้ มันสร้างขึ้นด้วยกาลเวลา และความไว้วางใจที่เกิดจากเวลาเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เส้นทางศิลปินของเขามีค่าที่สุด

    จาว ปัก-โฮ ถ่ายภาพร่วมกับทีมงาน แสดงถึงความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้ร่วมงาน

    บท Blooming Chapter ของเขา

    เมื่อมองย้อนการสัมภาษณ์ทั้งหมด จาว ปัก-โฮไม่ได้พูดถึงแค่เลขสี่สิบ และไม่ใช่แค่เรื่องครอบครัว เวที หรือหน้าที่การงาน

    สิ่งที่เขาพูดซ้ำไปซ้ำมาคือเรื่องเวลา

    เวลาให้เขาเรียนรู้ที่จะหวงแหนคนในครอบครัว ให้เขาเข้าใจเวทีอีกครั้ง ให้เขาเห็นความหมายของความอยู่เคียงข้าง และทำให้เขามองเห็นคนที่ยังคงอยู่ข้าง ๆ

    เมื่อชีวิตมาถึงช่วงนี้ เขาไม่รีบร้อนจะไล่ตามอะไรอีก และไม่ยึดติดกับการพิสูจน์ตัวเอง เมื่อเทียบกับการไปถึงจุดหมาย เขากลับให้ความสำคัญกับการเดินให้ดีในทุกย่างก้าวต่อไป

    บางทีอย่างที่เขาว่า ชีวิตไม่มีตารางเวลาที่ตายตัว ไม่มีคำตอบแบบสำเร็จ รูปแบบที่สำคัญไม่ใช่อายุ แต่เป็นทัศนคติที่เลือกเผชิญกับอนาคต

    และบท Blooming Chapter ของจาว ปัก-โฮ อาจเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

    Blooming การเติบโต ครอบครัว ความทรงจำ จาว ปัก-โฮ นักร้องฮ่องกง วัย 40 สเตจ เพลง เวลา ไลฟ์สไตล์
    Previous Articleเดอะเมจ (拾荒法師) ได้รับคัดเลือกฉายรอบปฐมทัศน์ที่ปูซาน
    Next Article นาฬิกา Angelus Instrument de Mesures รวมสามสเกลในเรือนเดียว
    ADVERTISEMENT

    ลำโพงโคดู Kooduu Sensa Play กับดีไซน์ไลฟ์สไตล์

    2026-06-29

    โอริสที่ Watches and Wonders 2026: Star Edition และ Artelier Complication

    2026-04-16

    นาฬิกาหรู Vacheron Constantin เปิดตัว 5 รุ่นใหม่

    2026-04-15
    Facebook Instagram YouTube
    • ZTYLEZ.COM
    • Terms and Conditions
    • Privacy Policy
    • Contact Us
    © 2026 ZTYLEZ.COM LIMITED

    Type above and press Enter to search. Press Esc to cancel.