ในค่ำคืนชี้ชะตาของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2025–26 เมื่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกไปเสมอ บอร์นมัธ 1:1 ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ตามเวลา ฮ่องกง ผลการแข่งขันดังกล่าวทำให้การลุ้นแชมป์ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการ โดย อาร์เซนอล ที่นำอยู่ 4 คะแนนและเหลือการแข่งขันเพียงหนึ่งนัด ยืนยันการคว้าแชมป์ลีกครั้งแรกนับตั้งแต่ฤดูกาล 2003–04 หลังรอคอยมานาน 22 ปี

ที่สนามวิตาลิตี้ (Vitality Stadium) เจ้าถิ่นบอร์นมัธหวังเก็บสามแต้มเพื่อลุ้นท็อป ช่วง แต่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กลับเล่นอย่างยากลำบากและถูกบอร์นมัธขึ้นนำตั้งแต่นาทีที่ 39 จากจังหวะที่ อีไล จูเนียร์ ครูปี ตอบรับการเปิดจาก อาเดรียง ทรูฟเฟร์ต์ และยิงโค้งเสียบมุมอย่างสวยงามจนเป็นประตูนำ โอกาสของซิตี้มาราวกับหวังคืน แต่นาทีทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 95 เออร์ลิง ฮาแลนด์ ตะบันในจังหวะโหม่งกลางเขตโทษให้ทีมไล่เสมอ 1:1 ทว่าไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนผลการแข่งขันในตารางคะแนน ทำให้ความหวังแชมป์ของซิตี้สิ้นสุดลง และเป็นยุคของ มิเกล อาร์เตต้า ที่พา อาร์เซนอล คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

มิเกล อาร์เตต้า กล่าวหลังยืนยันแชมป์ว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ผมภูมิใจที่สุดในชีวิต นักเตะไม่เคยละทิ้งความหิวกระหายในการชนะ เราไม่ได้สู้เพียงเพื่อตัวถ้วย แต่พยายามจะคืนหัวใจและจิตวิญญาณที่สโมสรสมควรมี” กัปตัน มาร์ติน โอเดการ์ด เสริมว่า “การย้ายมาร่วมทีมอาร์เซนอลก็เพื่อวันที่เป็นแบบนี้ เราแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่ทีมแชมป์ควรมี ถ้วยนี้เป็นของแฟนบอลทุกคนที่เชื่อมั่นในอาร์เซนอล”

ผลเสมอครั้งนี้ถือเป็นความผิดหวังสำหรับบอร์นมัธ ที่แม้จะเก็บหนึ่งแต้มจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ก็ยังตามหลังลิเวอร์พูลอยู่ 3 คะแนนและมีผลต่างประตูได้เสียด้อยกว่า ทำให้โอกาสในการจบท็อปโฟร์และคว้าตั๋วถ้วยยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกสำหรับฤดูกาลหน้าอยู่ในสถานะยากลำบาก

เมื่ออาร์เซนอลจะลงเตะนัดปิดฤดูกาลเยือนคริสตัล พาเลซ พวกเขาก็จะได้ยกถ้วยพรีเมียร์ลีกเป็นการฉลองความสำเร็จทีมจากลอนดอนชุดนี้ยังมีโปรแกรมใหญ่รออยู่เมื่อพวกเขาจะพบ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ที่สนามปุสกัส อารีน่า ในบูดาเปสต์ วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 (ตามเวลา ฮ่องกง) ซึ่งถ้าหากอาร์เซนอลคว้าชัยพวกเขาจะคว้าแชมป์ทั้งลีกและยุโรปในฤดูกาลเดียวกันและกลายเป็นแชมป์ดับเบิลครั้งสำคัญของสโมสร

