ฟุตบอลโลก 2026〈2026 FIFA世界盃〉จะเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 มิถุนายน 2569 โดยสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกร่วมเป็นเจ้าภาพ ซึ่งนอกจากจะเป็นครั้งแรกที่มี 3 ประเทศร่วมเป็นเจ้าภาพแล้ว ขนาดของทัวร์นาเมนต์ก็ขยับขึ้นเป็นสถิติใหม่ด้วย
จำนวนทีมเข้าร่วมเพิ่มจากเดิม 32 ทีมเป็น 48 ทีม ส่งผลให้จำนวนการแข่งขันเพิ่มจาก 64 นัดเป็น 104 นัด ซึ่งทำให้โครงสร้างการคัดเลือกและตารางแข่งขันทั่วโลกต้องมีการปรับคำนวณใหม่เพื่อรองรับทีมที่เพิ่มขึ้น

การขยายทีมยังทำให้การจัดสรรโควต้าของแต่ละทวีปเปลี่ยนไป: สมาพันธ์ฟุตบอลเอเชียเพิ่มเป็น 8.5 ที่นั่ง, แอฟริกาได้ 9.5 ที่นั่ง, โซนคอนเมโบลและคอนคาเคฟต่างได้ 6.5 ที่นั่ง, โอเชียเนียเพิ่มเป็น 1.5 ที่นั่ง ขณะที่ยุโรปยังคงได้มากที่สุดที่ 16 ที่นั่ง การปรับโควต้านี้เปิดโอกาสให้หลายชาติเข้าถึงรอบสุดท้ายได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม
ฟีฟ่าได้ยืนยันรูปแบบการแข่งขันใหม่ของรอบแบ่งกลุ่มในปี 2026 โดยแบ่งเป็น 12 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีม แต่ละทีมยังคงลงเล่นรอบแบ่งกลุ่มอย่างน้อยทีมละ 3 นัด ขณะเดียวกันยังคงรักษาให้การแข่งขันนัดสุดท้ายของแต่ละกลุ่มมีการเตะพร้อมกัน เพื่อลดกรณีที่ทีมปรับเปลี่ยนแท็กติกาตามผลคู่อื่น
การให้คะแนนในรอบแบ่งกลุ่มยังคงเป็น ชนะ 3 แต้ม เสมอ 1 แต้ม แพ้ 0 แต้ม โดยแต่ละกลุ่มอันดับหนึ่งและสองจะผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์โดยตรง หากทีมมีคะแนนเท่ากัน การตัดสินอันดับจะพิจารณาจากผลต่างประตูได้เสีย จำนวนประตูที่ทำได้ ผลการพบกันระหว่างทีมที่เกี่ยวข้อง และคะแนนความเป็นมิตรในการเล่น (fair play)
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการเพิ่มระบบคัดเลือก “ที่สามที่ดีที่สุด”: จาก 12 กลุ่ม นอกเหนือจากทีมอันดับหนึ่งและสองแล้ว จะมีเพียง 8 ใน 12 ทีมอันดับสามที่มีสถิติยอดเยี่ยมที่สุด ผ่านเข้าสู่รอบ 32 ทีมโดยตรง ทำให้ทีมที่อยู่อันดับสามมีแรงจูงใจต้องทำประตูให้มากและเสียประตูน้อยที่สุด

โครงสร้างใหม่นี้ยังทำให้การแข่งขันในนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มมีความไม่แน่นอนมากขึ้น เพราะบางทีมที่อยู่อันดับสามชั่วคราวอาจแซงทีมจากกลุ่มอื่นด้วยผลต่างประตูได้เสีย ส่งผลให้เกมมีแนวโน้มที่จะเปิดเกมรุกและแข่งขันเชิงรุกมากขึ้น แทนการเล่นเชิงประคองผล
ในการจับสลากแบ่งกลุ่ม เจ้าภาพสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโกจะถูกวางเป็นทีมวาง ส่วนที่เหลือจะถูกจัดตามอันดับโลกเพื่อสุ่มเข้ากลุ่ม เนื่องจากจำนวนทีมเพิ่มขึ้น ความเป็นไปได้ที่ทีมระดับหัวกะทิจะเจอกันตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มก็สูงขึ้น
รอบน็อกเอาต์มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ จากเดิมเริ่มที่รอบ 16 ทีมในระบบ 32 ทีม จะเปลี่ยนเป็นเริ่มต้นที่รอบ 32 ทีมทันที นั่นหมายความว่าทีมแชมป์จะต้องลงเล่นรอบแบ่งกลุ่ม 3 นัดและชนะอีก 5 นัดในรอบน็อกเอาต์เพื่อคว้าแชมป์ ซึ่งเป็นการท้าทายทั้งด้านความฟิต การบริหารตัวผู้เล่น และความต่อเนื่องของทีม
การเข้าสู่ยุคฟุตบอลโลก 48 ทีมในปี 2026 ไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับขนาดของทัวร์นาเมนต์ แต่ยังเปลี่ยนสมดุลของวงการฟุตบอลโลกโดยรวม เพราะมีโอกาสให้ชาติที่ก่อนหน้านี้ยากจะผ่านรอบคัดเลือกได้โอกาสมากขึ้น ขณะเดียวกันรูปแบบการแข่งขันและเส้นทางการผ่านเข้ารอบที่ซับซ้อนขึ้นก็น่าจะทำให้ทัวร์นาเมนต์นี้เป็นหนึ่งในมหกรรมฟุตบอลที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในรอบหลายปี

