ในรอบ 32 ทีมแบบใหม่ของฟุตบอลโลก 2026 นัดน็อกเอาต์วันเดียว ผลการแข่งขันกลายเป็น “แบล็กมันเดย์” สำหรับทีมชาติชั้นนำหลายชาติ เมื่อสองตัวเต็งอย่างเยอรมนีและเนเธอร์แลนด์ รวมถึงญี่ปุ่นซึ่งทำผลงานโดดเด่นในรอบแบ่งกลุ่ม ต่างพลาดท่าตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย

ญี่ปุ่นพบกับบราซิลในรอบ 32 ทีม โดยทั้งเกมพวกเขาแสดงวินัยแท็กติกอย่างสูง ในครึ่งแรกนาทีที่ 29 ญี่ปุ่นขึ้นนำจากการยิงไกลของคาอิชู ซาโนะ ซึ่งทำให้พวกเขาออกนำ 1:0 แต่ครึ่งหลังบราซิลเปิดเกมรุกหนัก นาทีที่ 56 คาเซมิโรจากการเข้าชาร์จลูกโยนของกาเบรียลทำให้สกอร์กลับมาเท่ากัน 1:1 เหตุการณ์ตัดสินเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+5 มาร์ติเนลลี่ตัวสำรองรับบอลจากบรูโน กิมาไรส์แล้วยิงปิดบัญชีให้บราซิลชนะ 2:1
เกมนี้ญี่ปุ่นมีอัตราการครองบอลเพียง 31% และค่า xG (คาดหวังประตู) เพียง 0.33 แต่ยังสามารถขึ้นนำได้ก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการเข้าทำ อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์ทำให้ญี่ปุ่นต้องพลาดการเข้ารอบเป็นสมัยที่สามติดต่อกันในรอบน็อกเอาต์ต่อจากปี 2018 และ 2022

ส่วนเยอรมนีซึ่งเป็นหนึ่งในตัวเต็งแชมป์พบกับปารากวัย แม้จะครองบอลถึง 76% ตลอดทั้งเกม แต่ไม่สามารถเปลี่ยนการครองบอลเป็นประตูได้ง่ายๆ ปารากวัยได้ประตูขึ้นนำจากจังหวะสวนกลับของฆูลิโอ เอนซิโซในนาทีที่ 42 ก่อนที่ไค ฮาแวร์ตซ์จะตีเสมอให้เยอรมนีในนาทีที่ 54 เกมยังจบที่ 1:1 ต้องต่อเวลาพิเศษและสุดท้ายตัดสินด้วยการยิงจุดโทษ
ในช่วงดวลจุดโทษ บรรยากาศตึงเครียดอย่างยิ่ง รอบแรกไค ฮาแวร์ตซ์ยิงพลาด ขณะที่เมาริซิโอของปารากวัยยิงเข้า ทำให้ปารากวัยนำ 1:0 รอบที่สองโจชัว คิมมิชและกุสตาโว โกเมซต่างยิงเข้าเป็น 2:1 รอบที่สามจามาล มูเซียลาและมาติอัส กาลาร์ซาทำประตูให้แต่ปารากวัยยังนำ 3:2 รอบที่สี่นิก โวลท์มาเด้ยิงพลาด ขณะที่อันโตนิโอ ซานาเบรียของปารากวัยก็ยิงพลาดเช่นกัน รอบที่ห้านาดีม อามีรียิงเข้า แต่ฟาเบียน บัลบูเอนาของปารากวัยยิงลูกชี้วัดโดนมานูเอล นอยเออร์ปัดได้ ทำให้สกอร์เท่าที่ 3:3 และเข้าสู่ช่วงยิงแบบซัดเดนเดธ รอบที่หกโจนาธาน ทาห์ยิงพลาด ขณะที่โฮเซ่ คานาเล่ยิงเข้า ส่งผลให้ปารากวัยชนะในการดวลจุดโทษ 4:3 เยอรมนีจบสถิติยิงจุดโทษเป็นฝ่ายชนะสี่ครั้งก่อนหน้านี้ลงอย่างน่าเจ็บใจในแมตช์นี้

อีกคู่ที่ดุเดือดคือเนเธอร์แลนด์พบโมร็อกโก แม้ทั้งสองฝ่ายครึ่งแรกจะยังแลกกันไม่ออก แต่เกมแตกหักในนาทีที่ 72 เมื่อโคดี้ กักโปโหม่งปิดจังหวะจากการส่งของคริสเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ให้เนเธอร์แลนด์นำ 1:0 ขณะที่พวกเขาเตรียมฉลองการผ่านเข้าสู่รอบต่อไป โมเมนตัมกลับเปลี่ยนทันทีในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+1 เมื่ออิสซา ดิออปขึ้นโขกให้โมร็อกโกตามมาเป็น 1:1 ต้องต่อเวลาพิเศษ
ในช่วงดวลจุดโทษ รอบแรกทูน คูปไมเนอร์สยิงเข้า แต่นีล เอล-ไอนาอูอีของโมร็อกโกยิงพลาดทำให้เนเธอร์แลนด์นำ 1:0 รอบที่สองจัสติน คลูไอเวิร์ตยิงพลาด ขณะที่ซูเฟียน ราฮิมียิงเข้าให้โมร็อกโกตีเสมอ 1:1 รอบที่สามวูต เวกฮอร์สต์และเชมส์ดีน ทัลบียิงเข้าเป็น 2:2 รอบที่สี่ควินเทน ทิมเบอร์และอัชราฟ ฮากิมีต่างยิงพลาด รอบที่ห้าคริสเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ยิงขึ้นนำแล้วถูกโบโนปัดออก ทำให้โมร็อกโกมีโอกาส และอิสมาเอล ไซบารียิงเข้าอย่างเยือกเย็น ส่งผลให้โมร็อกโกชนะดวลจุดโทษ 3:2 พลิกล็อกตัดเนเธอร์แลนด์ตกรอบ

สรุปแล้ว แม้ญี่ปุ่นจะแพ้แต่ยังได้คำชมจากการจัดเกมและความแข็งแกร่งในการตั้งรับจนถึงวินาทีสุดท้าย ส่วนฝั่งยุโรปถือเป็นวันที่มืดมนเมื่อสองยักษ์ใหญ่เยอรมนีและเนเธอร์แลนด์พลาดตกรอบ การพ่ายแพ้ของทั้งสองทีมในรูปแบบที่คล้ายกันยิ่งชี้ให้เห็นว่าฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยน บ่งบอกถึงการเปิดศักราชใหม่ที่มีหลายทีมลุ้นแย่งตำแหน่งแชมป์อย่างเข้มข้น

