Audemars Piguet ในการเปิดตัวโครงการล่าสุดอาเตลิเย่ เดส์ เอตาบลีเซอร์〈Atelier des Établisseurs〉 นำเสนอผลงานสามรุ่น ได้แก่ กาลเลต์〈Galets〉 โนมาด〈Nomade〉 และ นกยูง〈The Peacock〉 พร้อมกับนิยามทิศทางของแบรนด์ในอนาคต โครงการนี้นำโดย อิลาเรีย เรสตา (Ilaria Resta) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยจุดศูนย์กลางไม่ได้อยู่ที่การทบทวนประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานดั้งเดิมของการผลิตนาฬิกาให้กลายเป็นวิธีสร้างสรรค์ร่วมสมัย เพื่อให้คำว่า “มรดก” ไม่ใช่แค่แนวคิดนิ่ง ๆ แต่เป็นระบบที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง
แรงบันดาลใจของอาเตลิเย่ เดส์ เอตาบลีเซอร์〈Atelier des Établisseurs〉 มาจากระบบการแบ่งงาน établissage ในศตวรรษที่ 18 สมัยนั้นการทำงานนาฬิกาไม่ได้รวมศูนย์ในเวิร์กช็อปเดียว แต่กระจายไปยังช่างผู้เชี่ยวชาญหลากหลายแขนง Audemars Piguet นำแนวทางนี้มาปรับเรียบเป็นกระบวนการผลิตยุคใหม่ โดยให้ช่างอัญมณี ช่างแกะสลัก ช่างเจียระไนอัญมณี ผู้ออกแบบกลไก และช่างนาฬิกาทำงานร่วมกัน จนขยายไปถึงผู้เชี่ยวชาญนอกแบรนด์ สร้างเครือข่ายการสร้างสรรค์ที่ข้ามสาขาและประณีต
ในสามผลงาน กาลเลต์〈Galets〉เน้นไปที่นาฬิกาจิวเวลรี่ ได้แรงบันดาลใจจากรุ่น Arabella ปี 1972 ตัวเรือนออกแบบเป็นรูปทรงไม่สมมาตรคล้ายก้อนกรวด ฝาหุ้มทองคู่กับตัวเชื่อมลิงก์ที่ประดับด้วยเทอร์ควอยซ์และหินตาเสือ แต่ละข้อมีความเคลื่อนไหวแบบไหลตามธรรมชาติ ไม่ใช่โครงสร้างแบบยึดตายตัว หน้าปัดก็ใช้วัสดุหินเช่นกัน ทำให้ภาพรวมเหมือนเครื่องประดับชั้นสูงภายใต้ฝาหุ้มอันประณีต ภายในขับเคลื่อนด้วย Caliber 3098 ที่ปรับแต่งพิเศษ สะพานเครื่องถูกขัดด้วยมือและจัดวางใหม่ให้สอดรับกับรูปทรงตัวเรือน การประกอบทำโดยช่างนาฬิการายเดียวเพื่อเน้นความสมบูรณ์ของชิ้นงาน

โนมาด〈Nomade〉พลิกโฉมการสวมใส่โดยสิ้นเชิง ทลายกรอบของนาฬิกาข้อมือทั่วไป ชิ้นงานสามารถสวมได้ ใช้ถือ หรือวางบนโต๊ะ สร้างสถานการณ์การใช้งานหลายรูปแบบ กลไกด้านในเป็น Calibre 7501 แบบสเกเลตัน ซึ่งผ่านการขึ้นรูปด้วยเทคนิคการเลื่อยแบบดั้งเดิมที่สืบทอดมาตั้งแต่ทศวรรษ 1930 การบอกเวลาไม่อาศัยหน้าปัดแบบเดิม แต่แสดงผ่านโครงสร้างของกลไกเอง ตัวเรือนประกอบด้วยโครงโลหะและชิ้นหินที่ตัดอย่างแม่นยำ เส้นรูปร่างเรขาคณิตตัดกับความประณีตของกลไก ทำให้ทั้งชิ้นเหมือนประติมากรรมกลไกที่ผู้ใช้โต้ตอบได้


ส่วน นกยูง〈The Peacock〉ขยายแนวทางสู่โลกของออโตมาตา (automata) ผลงานออกแบบให้มีรูปทรงเป็นนกยูงและใช้แนวคิดการแสดงเวลาแบบซ่อน ภายนอกแกะสลักลวดลายขนอย่างประณีต เมื่อโครงสร้างเปิดออกจะเผยให้เห็นนกยูงเคลือบอีนาเมลและการแสดงเวลาที่เก็บซ่อนไว้ กลไกแนวคิดโดย Giulio Papi ซึ่งออกแบบการแสดงชั่วโมงแบบลาก (dragging-hour display) ผสานกับการตกแต่งลวดลายแบบรังสี จุดเน้นของชิ้นนี้อยู่ที่งานแกะสลัก เคลือบอีนาเมล และการฝังอัญมณี ทำให้การบอกเวลาเป็นองค์ประกอบรอง แสดงให้เห็นว่าส่วนแบ่งของการผลิตนาฬิกาและงานศิลปะเริ่มเบลอเข้าหากัน


โครงการนี้สะท้อนการปรับกลยุทธ์ของ Audemars Piguet ด้วย ในอดีตแบรนด์มักยึด Royal Oak เป็นแกนหลัก แต่ตอนนี้กำลังค่อย ๆ สร้างเส้นเล่าเรื่องใหม่เพื่อไม่ให้แบรนด์ถูกจำกัดอยู่กับซีรีส์เดียว อาเตลิเย่ เดส์ เอตาบลีเซอร์〈Atelier des Établisseurs〉ไม่ใช่การทำซ้ำรุ่นประวัติศาสตร์ แต่เป็นการสกัดองค์ประกอบจากประเภทงาน ชนิดการผลิต และภาษาออกแบบ แล้วนำมาประกอบใหม่เพื่อให้การสร้างสรรค์มีอิสระมากขึ้น
เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นที่เน้นความร่วมมือกับช่างอิสระ Audemars Piguet ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูรูปแบบการผลิตโดยรวม รายชื่อผู้ร่วมงานเบื้องหลังแต่ละชิ้นมีจำนวนมากขึ้นอย่างชัดเจน เพื่อเน้นการทำงานร่วมกันหลายฝ่าย ทำให้กระบวนการผลิตโปร่งใสขึ้นและเพิ่มมิติให้กับผลงาน
ด้วยการเปิดตัว กาลเลต์〈Galets〉 โนมาด〈Nomade〉 และ นกยูง〈The Peacock〉 จึงเห็นได้ชัดว่า Audemars Piguet กำลังขยายขอบเขตการสร้างสรรค์ ผสมผสานจิวเวลรี่ กลไก และศิลปะเข้าด้วยกันเป็นประเภทผลิตภัณฑ์ใหม่ แนวทางการสร้างสรรค์ที่อิงการแบ่งงานนี้ไม่เพียงต่อยอดประวัติศาสตร์ แต่ยังเปิดโอกาสให้ผลงานในอนาคตหลุดจากกรอบเดิม ๆ

