Chopard นำเสนอนาฬิกาหลากรุ่นในงาน Watches & Wonders 2026 ครั้งนี้ไม่ได้โฟกัสที่ซีรีส์ใดซีรีส์หนึ่งเท่านั้น แต่ขยายสเปกตั้งแต่เรือนสปอร์ตไปจนถึงนาฬิกาจิวเวลรี่และเรือนฟังก์ชันซับซ้อน การต่อยอดเทคโนโลยีของกลไก L.U.C ร่วมกับการเลือกใช้วัสดุและการตกแต่งรายละเอียดทำให้แต่ละคอลเล็กชันมีบทบาทชัดขึ้น ขณะเดียวกันยังรักษามาตรฐานการผลิตไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ
Alpine Eagle 41 XPS

Alpine Eagle 41 XPS โดดเด่นด้วยความบางเพียง 8 มม. ตัวเรือนขนาด 41 มม. ผลิตจาก Lucent Steel™ พร้อมสายที่ต่อเป็นชิ้นเดียว การออกแบบทำให้เส้นสายประคองข้อมือได้แนบเนียนและลื่นไหล ความยากของการทำสปอร์ตวอทช์ให้ได้ความบางขนาดนี้มีมากอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อนับรวมการผ่านการรับรองจาก COSC และตราเจนีวา (Geneva Seal) ภายใต้วัสดุสตีล ยิ่งท้าทายทั้งด้านการขัดแต่งและโครงสร้างภายใน
กลไกใช้ L.U.C 96.40-L หนา 3.3 มม. มีสองชุดลานให้พลังงาน 65 ชั่วโมง และมีกลไกโรเตอร์ไมโครอัตโนมัติที่ผลิตจากทอง 22K ช่วยขึ้นลาน ระบบปรับจังหวะแบบ Swan‑neck เพิ่มความละเอียดในการตั้งค่า หน้าปัดเป็นสี Mountain Glow ในโทนแชมเปญลายซันเรย์ โดยมีเข็มวินาทีย่อยที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา องค์ประกอบและสเกลสัดส่วนลงตัว ซีรีส์นี้ยังเสริมระบบไมโครปรับความยาวสายตั้งแต่ 2.5 ถึง 5 มม. ทำให้การสวมใส่จริงมีความสะดวกยิ่งกว่าค่าสเปกบนกระดาษ
L.U.C 1860 Chronometer

L.U.C 1860 ตอบรับมรดกการผลิตของแบรนด์ด้วยแนวทางที่ละมุนและเก็บรายละเอียด ตัวเรือนขนาด 36.5 มม. ออกแบบให้สวมใส่สบาย และตัดสินใจละเว้นการแสดงวันที่เพื่อให้หน้าปัดคงความบริสุทธิ์ หน้าปัด Areuse Blue ผลิตจากทองคำขาว 18K และช่างฝีมือลงมือเซาะลายด้วยเครื่องกลแบบดั้งเดิม ทำให้ลวดลายมีมิติและความลึกมากกว่าการขึ้นรูปด้วยเครื่องจักร
รุ่นนี้ขับเคลื่อนด้วย L.U.C 96.40-L เช่นกัน ให้พลังงาน 65 ชั่วโมงและผ่านการรับรองเชิงความเที่ยงตรงแบบคู่ ซึ่งการออกแบบไม่ได้พึ่งพาการสลักฉลองหรือการจำกัดจำนวน แต่กลับเน้นที่ความสมบูรณ์ของงานประกอบและการตกแต่งเป็นสำคัญ
L.U.C Strike One Titanium

Strike One Titanium ย่อฟังก์ชันรีทอร์มให้เหลือเพียงการเตือนแบบชั่วโมงตรง จุดที่ให้ความสำคัญไม่ใช่แค่ฟังก์ชัน แต่เป็นคุณภาพของเสียง ด้วยโครงสร้างสปริงเสียงที่ทำจากแซฟไฟร์ การส่งถ่ายเสียงจึงตรงและชัดเจน มีโทนเสียงที่ต่างจากสปริงโลหะแบบเดิม ตัวเรือนไทเทเนียมยังลดน้ำหนักลง ทำให้การสวมใส่เหมาะกับการใช้งานประจำวันมากขึ้น นับเป็นแนวทางที่แปลงฟังก์ชันซับซ้อนให้เป็นประสบการณ์ใช้งานจริง
L.U.C Time Traveler One

Time Traveler One วางฟังก์ชันโลกเป็นหัวใจหลัก หน้าปัดรวมวงแสดงเมืองและสเกล 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถอ่านเวลาในหลายไทม์โซนพร้อมกันได้ การออกแบบเน้นการจัดวางข้อมูลให้ชัดเจน แม้มีฟังก์ชันซับซ้อนการอ่านค่าเวลายังตรงไปตรงมา เหมาะกับผู้ที่ต้องเดินทางข้ามโซนเวลาบ่อยครั้ง
Happy Hearts

Happy Hearts ใช้ตัวเรือน Lucent Steel™ ขนาด 33 มม. หน้าปัดมุกมีองค์ประกอบหัวใจสองชิ้นและเพชรเคลื่อนที่ 3 เม็ดที่ตอบสนองต่อการเคลื่อนไหว สีไล่โทนระหว่างชมพูและม่วงให้ความหมายเชิงสัญลักษณ์ต่างกัน สร้างคอนทราสต์นุ่มนวลกับพื้นมุก ภายในบรรจุกลไกอัตโนมัติ 09.01-C ให้พลังงาน 42 ชั่วโมง และรุ่นนี้ยังจับคู่กับสายผ้าเดนิมเพื่อความรู้สึกที่เข้าได้กับการแต่งตัวในชีวิตประจำวัน
L’Heure du Diamant

L’Heure du Diamant มุ่งเน้นงานจิวเวลรี่เป็นหลัก ตัวเรือนไวท์โกลด์ 18K ขนาด 30.5 มม. ประดับเพชรรวม 4.40 กะรัต หน้าปัดเป็นหินอาเกตดำทำให้เกิดคอนทราสต์ของแสงเงาชัดเจน เข็มที่ประดับเพชรสะท้อนแสงขณะเคลื่อนทำให้การไหลของเวลาเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงสายตาที่ชวนมอง ใช้กลไก 09.01-C ซึ่งประกอบจากชิ้นส่วน 148 ชิ้น ให้พลังงาน 42 ชั่วโมง
ตั้งแต่โครงสร้างบางของ Alpine Eagle ไปจนถึงกลไกรีทอร์มและพลังงานสำรองยาวของซีรีส์ L.U.C รวมถึงการเล่นวัสดุและรายละเอียดบนเรือนจิวเวลรี่ Chopard ครั้งนี้ไม่เพียงแค่เปิดตัวรุ่นใหม่ แต่ยังผลักดันทิศทางการผลิตในหลายด้านควบคู่กันไป

