ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐฯ-แคนาดา-เม็กซิโก เพิ่งปิดฉากลงเมื่อเร็วๆ นี้ นอร์เวย์และอังกฤษต่างผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีม โดยนอร์เวย์เป็นฝ่ายเขี่ยแชมป์ 5 สมัยอย่างบราซิลตกรอบ ขณะที่อังกฤษเฉือนชนะหนึ่งในเจ้าภาพอย่างเม็กซิโก ทั้งสองทีมจากยุโรปจะมาเจอกันในรอบควอเตอร์ไฟนัล

ในแมตช์ที่สเตเดียม MetLife ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ นอร์เวย์ยังคงขึ้นชื่อว่าเป็นคู่ปรับตัวฉกาจของบราซิล แม้ทีมเซเลเซาฟุตบอลจะมีค่า xG (คาดการณ์ประตู) สูงถึง 2.61 และได้จุดโทษในครึ่งแรก แต่ลูกยิงของกัปตันบรูโน กิมารายส์ (Bruno Guimarães) ถูกผู้รักษาประตูเออร์ยาน นีลันด์ (Ørjan Nyland) ของนอร์เวย์พุ่งเซฟไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งจังหวะนี้กลายเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อของเกม ครึ่งแรกทั้งสองทีมยังเสมอกัน 0-0

ครึ่งหลังกลายเป็นโชว์เดี่ยวของดาวยิงพรีเมียร์ลีก เออร์ลิง ฮาแลนด์ (Erling Haaland) โดยเขาโหม่งทำประตูในนาทีที่ 79 ก่อนจะซัดอีกประตูจากนอกกรอบเขตโทษในนาทีที่ 90 ทำให้ฮาแลนด์เหมาคนเดียวสองประตู ทั้งสองประตูเกิดจากการจ่ายให้ของตัวสำรอง แอนเดรียส เชลดรุป (Andreas Schjelderup) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านอร์เวย์จัดการหมุนเวียนนักเตะได้ดีกว่าบราซิล

ประตูปลอบใจของบราซิลมาจากตัวสำรองเนย์มาร์ (Neymar) ที่สังหารจุดโทษได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 10 แต่ก็มาช้าเกินไป นอร์เวย์จึงชนะไป 2-1 ทำลายความหวังในการป้องกันแชมป์ของบราซิล ฮาแลนด์ยังคงนำเป็นดาวซัลโวของทัวร์นาเมนต์ด้วย 7 ประตู และพาทีมชาติทำสถิติที่ดีที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งนี้ของทีมชาติ

ส่วนอีกคู่ที่เอสตาดิโอ อัสเตกา (Estadio Azteca) ในเม็กซิโกซิตี้ อังกฤษต้องเผชิญทั้งปัญหาอากาศสูงและสถานการณ์ใบแดง แต่ก็ยังเฉือนชนะเม็กซิโก 3-2 ในครึ่งแรก จู๊ด เบลลิงแฮม (Jude Bellingham) ทำสองประตูในช่วง “สองนาทีทอง” ช่วยให้อังกฤษขึ้นนำ 2-0 แต่เม็กซิโกไม่ยอมง่ายๆ โดยจูเลียน กินโญเนส (Julián Quiñones) ตีไข่แตกนาทีที่ 42 ทำให้สกอร์แคบเหลือ 1-2 และปลุกพลังของทีมเจ้าบ้านขึ้นมาอีกครั้ง

ครึ่งหลังเพียง 9 นาที อังกฤษต้องเหลือผู้เล่น 10 คนเมื่อจาเรล ควานซาห์ (Jarell Quansah) ถูกไล่ออกจากการเข้าบอลรุนแรง ทำให้เจ้าบ้านบุกหนักขึ้น อังกฤษสลับมาเน้นรับแล้วสวนกลับ และนาทีที่ 58 แอนโทนี กอร์ดอน (Anthony Gordon) ได้แผลงหาญในกรอบ ทำให้ทีมได้จุดโทษ แฮร์รี เคน (Harry Kane) รับหน้าที่สังหารอย่างเยือกเย็นขึ้นนำเป็น 3-1 แต่ต่อมาเคนถูกตัดสินว่าไปทำฟาวล์ในลูกเตะมุมจนเม็กซิโกได้จุดโทษ และราอูล ฮิเมเนซ (Raúl Jiménez) ยิงเข้าไปให้เจ้าบ้านไล่มา 2-3 กุนซือโธมัส ทูเคิล (Thomas Tuchel) จึงต้องแก้เกมด้วยการปรับตำแหน่งหลายจุดเพื่อเสริมเกมรับ สุดท้ายอังกฤษต้านการบุกอย่างหนักของเม็กซิโกได้และผ่านเข้ารอบด้วยสกอร์ 3-2

ผลการแข่งขันทั้งสองนัดนำไปสู่การโคจรเจอกันของนอร์เวย์กับอังกฤษในรอบ 8 ทีม โดยนอร์เวย์นำทัพโดยมาร์ติน โอเดการ์ด (Martin Ødegaard) และเออร์ลิง ฮาแลนด์ (Erling Haaland) ส่วนอังกฤษยังมีจู๊ด เบลลิงแฮม (Jude Bellingham) และแฮร์รี เคน (Harry Kane) เป็นแกนหลัก เนื่องจากจาเรล ควานซาห์จะติดโทษแบนในรอบหน้า ตำแหน่งแบ็กขวาจึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะให้เดแคลน ไรซ์ (Declan Rice) ลงสแตนด์-อิน ทำหน้าที่ทดแทน ซึ่งจะเป็นการทดสอบความสามารถในการปรับแท็กติกของผู้จัดการทีมโธมัส ทูเคิล อีกด้วย

